เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้
รัฐบาลเคนยากำลังวางแผนจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเด็กมูลค่า 2 พันล้านชิลลิง (ประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 540 ล้านบาท) เพื่อช่วยให้เด็กจำนวนมากย้ายออกจากการดูแลแบบสถานสงเคราะห์ไปสู่การดูแลในบริบทของครอบครัว ตามรายงานของสื่อในเคนยา
กองทุนดังกล่าวคาดว่าจะถูกบรรจุในงบประมาณแห่งชาติปี ค.ศ. 2026–2027 โดยมีเป้าหมายสนับสนุนเด็กที่อาศัยอยู่ในสถานดูแล เช่น สถานสงเคราะห์และบ้านเด็ก ให้ได้กลับไปอยู่กับญาติ ได้รับการอุปถัมภ์ในครอบครัว หรือเตรียมความพร้อมสู่การใช้ชีวิตอย่างอิสระสำหรับวัยรุ่นที่กำลังออกจากระบบ
ข้อเสนอนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปฏิรูประบบสวัสดิการเด็กของเคนยา เพื่อลดการพึ่งพาการดูแลแบบสถาบันอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ปัจจุบันมีเด็กมากกว่า 44,000 คนอาศัยอยู่ในบ้านเด็กที่ได้รับการจดทะเบียนทั่วประเทศ
แม้ในอดีตสถานสงเคราะห์จะถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กกำพร้า แต่งานวิจัยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การเติบโตในสภาพแวดล้อมแบบสถาบันอาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมของเด็ก
ผู้เชี่ยวชาญด้านสวัสดิการเด็กยังชี้ว่า เด็กจำนวนมากในสถานสงเคราะห์ไม่ได้เป็นเด็กกำพร้า โดยข้อมูลจาก UNICEF ระบุว่า เด็กส่วนใหญ่ยังมีพ่อหรือแม่อย่างน้อยหนึ่งคน แต่ต้องเข้าสู่สถานดูแลเนื่องจากความยากลำบากของครอบครัว เช่น ความยากจน ความพิการ หรือปัญหาอื่นๆ
ยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐบาลจึงมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ผ่านการสนับสนุนครอบครัว เช่น โครงการเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว การให้คำปรึกษา การติดตามหาญาติ และการนำเด็กกลับคืนสู่ชุมชน
นอกจากนี้ กองทุนยังจะสนับสนุนระบบครอบครัวอุปถัมภ์ และโครงการที่ช่วยให้วัยรุ่นสามารถก้าวสู่การเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างมั่นคง โดยมีเป้าหมายให้เด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมของครอบครัวที่มั่นคงมากที่สุด
แนวทางของเคนยาสอดคล้องกับทิศทางระดับโลกที่เริ่มลดการพึ่งพาสถานสงเคราะห์ และหันไปสู่การดูแลแบบครอบครัว โดยองค์กรอย่าง UNICEF และเครือข่ายด้านสวัสดิการเด็กทั่วโลกได้สนับสนุนแนวคิดนี้มาอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การอยู่ในสถานสงเคราะห์ระยะยาวมีความเชื่อมโยงกับความล่าช้าทางพัฒนาการ ปัญหาด้านความผูกพัน และความท้าทายด้านสุขภาพจิตในระยะยาว ขณะที่การศึกษาที่เปรียบเทียบระหว่างการดูแลแบบสถาบันและครอบครัวอุปถัมภ์ พบว่าเด็กในระบบสถาบันมีความเสี่ยงสูงกว่าในหลายด้าน
ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบครอบครัวอุปถัมภ์ การดูแลโดยเครือญาติ และการสนับสนุนในชุมชนมากขึ้น
แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการดูแลเด็กของเคนยาวางเป้าหมายให้เด็กค่อยๆ ออกจากสถานดูแลภายในปี ค.ศ. 2032 พร้อมทั้งพัฒนาระบบสนับสนุนครอบครัวให้เข้มแข็งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลสถานสงเคราะห์ในแอฟริกามาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์กรคริสเตียนจำนวนมากเริ่มปรับแนวทาง โดยหันมาให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างครอบครัวมากขึ้น
งานวิจัยจาก Faith to Action Initiative ได้หนุนใจคริสตจักรและพันธกิจให้เปลี่ยนจากการสนับสนุนสถานสงเคราะห์ ไปสู่การช่วยให้ครอบครัวสามารถดูแลบุตรหลานของตนเองได้
เครือข่ายคริสเตียนหลายแห่งยังส่งเสริมแนวทางที่เน้นการรักษาครอบครัว การดูแลแบบอุปถัมภ์ และการสนับสนุนจากชุมชน โดยมองว่าคริสตจักรมีบทบาทสำคัญในการช่วยครอบครัวที่กำลังเผชิญความยากลำบาก ผ่านการให้คำปรึกษา การช่วยเหลือด้านการเงิน และการสร้างเครือข่ายชุมชน
ในเคนยา คริสตจักรหลายแห่งได้ดำเนินโครงการช่วยเหลือครอบครัวอยู่แล้ว ทั้งการสนับสนุนอาหาร ค่าเล่าเรียน และการให้คำปรึกษาในช่วงวิกฤต ขณะที่สถานสงเคราะห์ยังคงมีบทบาทในการเติมเต็มช่องว่างของระบบสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความยากจนสูง
อย่างไรก็ตาม การย้ายเด็กจำนวนมากเข้าสู่การดูแลแบบครอบครัวจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และงบประมาณที่เพียงพอ ซึ่งกองทุนที่เสนอขึ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อรองรับความจำเป็นดังกล่าว
ความท้าทายสำคัญของเคนยาจึงอยู่ที่การทำให้การเปลี่ยนผ่านจากสถานสงเคราะห์ไปสู่ครอบครัว นำไปสู่การเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับเด็กที่เปราะบางที่สุดของประเทศ
ที่มา: Christian Daily International, Daily Nation, People Daily Digital, UNICEF, Faith To Action Initiative
________________________________________
ติดตาม CGN Thai News ข่าวสารสำหรับคริสเตียนไทย ได้ทาง Facebook