เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้

สนองความชอบธรรม ระวังหลุมพรางความโกรธ
หลุมพรางความโกรธจากการยึดติดความชอบธรรม ตอบสนองความอยุติธรรมด้วยความสร้างสรรค์แบบคริสเตียน

มนุษย์มีแนวโน้มที่จะโกรธเมื่อเผชิญกับความอยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม การคุ้นชินกับความโกรธอาจนำไปสู่ความรู้สึกชอบธรรมในตัวเอง และทำให้เราตัดสินผู้อื่นง่ายขึ้น แม้คริสเตียนจะมีหลักข้อเชื่อจากพระคัมภีร์ แต่ก็อาจใช้พระคำผิดวัตถุประสงค์ แทนที่จะมุ่งเน้นการเติบโต แต่กลับใช้คำสอนเพื่อตัดสินผู้อื่น นำไปสู่ความโกรธและความขุ่นเคือง

คริสเตียนควรระวังการตกหลุมพรางของความโกรธที่เกิดจากความชอบธรรม ควรหันกลับมาพัฒนาจิตวิญญาณของตนเอง และตอบสนองต่อความอยุติธรรมอย่างสร้างสรรค์

ศาสนาจารย์วิทยา วุฒิไกรเกรียง ศิษยาภิบาลคริสตจักรสาธร และนักจิตวิทยา กล่าวว่า การจัดการความโกรธแบบคริสเตียน คือการแยกแยะ "ประเด็น" กับ "บุคคล" มุ่งเน้นการแก้ปัญหา และเรียนรู้จากแบบอย่างของพระเยซู วิธีนี้จะนำไปสู่การเติบโตของทั้งตนเองและคริสตจักร ใน 3 ประเด็น

1. แยกแยะ "ประเด็น" กับ "บุคคล":
ความโกรธควรพุ่งเป้าไปที่ "ประเด็นปัญหา" ไม่ใช่ "ตัวบุคคล" การโจมตีตัวบุคคลไม่ช่วยแก้ปัญหา แถมยังทำลายความสัมพันธ์และบั่นทอนกำลังใจ
ยกตัวอย่างพระเยซูขับไล่พ่อค้าออกจากพระวิหาร พระองค์ไม่ได้โกรธเกลียดตัวบุคคล แต่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ไม่เหมาะสม

2. มุ่งเน้นการแก้ปัญหา:
เมื่อโฟกัสที่ "ประเด็นปัญหา" เราจะสามารถหาทางแก้ไขได้อย่างสร้างสรรค์
การยอมรับว่าทุกคนล้วนทำผิดพลาดได้ จะสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้สามารถยอมรับความผิดและเติบโตไปด้วยกัน

3. เรียนรู้จากพระเยซู:
พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างในการจัดการความโกรธอย่างชอบธรรม
พระองค์ทรงรักมนุษย์ทุกคน แม้แต่คนบาป คริสเตียนจึงควรปฏิบัติตาม

"หลายครั้งเราก็ลืมไปว่าพระวจนะพระเจ้า ส่วนใหญ่มุ่งเน้นให้เราเนี่ยปรับปรุงตัวเอง แก้ไขสิ่งที่เป็นอารมณ์ของเรา พัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้น แต่เรามักนิยมใช้พระวจนะของพระเจ้าในการพิพากษาหรือพิจารณาความดีความงามของคนอื่น ซึ่งถ้าไม่ระวัง คริสเตียนอาจโกรธเกี่ยวกับเรื่องของความชอบธรรมบางเรื่องในสังคม ง่ายยิ่งกว่าคนทั่วไปด้วยซ้ำ"

นอกจากนี้ ศจ.วิทยา ยังได้แนะนำ 3 วิธีในการปรับวงจรอารมณ์ใหม่ ให้เราสามารถจัดการอารมณ์โกรธ ได้แก่ รู้ เรียน และเริ่ม

รู้: สำรวจตัวเองก่อนว่าตอนนี้เรารู้สึกโกรธอยู่หรือเปล่า บางคนอาจไม่รู้ตัวว่าโกรธอยู่ เมื่อรู้แล้วให้ประเมินระดับความโกรธ (1-10) ว่าสมเหตุสมผลไหม

เรียน: ทำความเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องแสดงความโกรธออกมาทางคำพูดหรือการกระทำเสมอไป เรียนรู้วิธีจัดการความโกรธ เช่น การผ่อนคลาย หรือการเปลี่ยนมุมมอง

เริ่ม: ปรับเปลี่ยนวงจรการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นที่ทำให้โกรธ เช่น หากฟังอาจารย์ท่านหนึ่งแล้วโกรธทุกครั้ง ให้ลองตระหนักรู้ พูดคุย หรือหาทางจัดการความโกรธนั้น

"เวลาที่พระเยซูคริสต์ล้มโต๊ะในพระวิหาร พระองค์ก็ต่อสู้กับประเด็นปัญหาว่า คุณมาขายของคุณมาแลกเงินในเฉลียงซาโลมอนไม่ได้นะ นี่เป็นพื้นที่ของคนต่างชาติที่เขาจะมาอธิษฐานกัน พระเยซูคริสต์ไม่ได้โกรธเกลียดคนที่ตั้งโต๊ะ ไม่ได้โกรธเกลียดหรือว่าแช่งสาปคนที่แลกเงินใช่ไหม แต่พระเยซูคริสต์อยากให้เขาเนี่ยเปลี่ยนทัศนคติแล้วก็อย่าทำแบบนี้อีก เพราะว่าคุณกำลังขัดขวางให้คนยังไม่สามารถเข้าหาพระเจ้าได้

"ดังนั้นเมื่อเราเป็นคริสเตียนเราก็ต้องเรียนรู้ เลียนแบบพระเยซูคริสต์ว่าการโกรธอย่างชอบธรรมคือการโกรธในประเด็นปัญหา มุ่งเน้นว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร แต่ไม่ได้มุ่งเน้นที่จะโกรธเกลียดพี่น้อง เมื่อใดก็ตามที่เรามุ่งเน้นที่ประเด็นปัญหาในเนื้อหาของมันได้เนี่ย ความโกรธเกลียดที่เรามีต่อบุคคลจะถูกลบเลือนออกไป แล้วเราก็จะเรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วเราสามารถทำผิดพลาดได้ทุกคน แล้วเราก็จะมีพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งเปิดโอกาสให้เรายอมรับความผิดพลาดซึ่งกันและกัน แบบนี้คริสตจักรของเราก็จะเติบโตและไปได้" ศจ.วิทยา กล่าวทิ้งท้าย


________________________________________

ติดตาม CGN Thai News ข่าวสารสำหรับคริสเตียนไทย ได้ทาง Facebook