เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้
จากร้านกาแฟเล็กๆ ในซอยจุฬาฯ 50 สู่พันธกิจดนตรีที่มีผู้คนหลายร้อยคนร่วมร้องเพลงนมัสการกลางสยามสแควร์
เรื่องราวของ Entrance Worship Music ไม่ได้เริ่มจากยอดวิวหรือความตั้งใจจะเป็นที่รู้จัก
แต่เริ่มจากความเชื่อ ความสัมพันธ์ และการทรงนำของพระเจ้า
ที่ร้านกาแฟที่เป็นมิตรสวมบทบาทเป็นทั้งสตูดิโอและพื้นที่พันธกิจ CGN Thai News นั่งลงคุยกับ "มัตติ" ปรมินทร์ เจริญรูป และ "ปิ๊ก" ไพศาล ตัณโชติ หรือ สองหัวเรือใหญ่ที่ทำให้การนมัสการพระเจ้าเข้าถึงใจวัยรุ่นยุคใหม่
บทสนทนาวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความสำเร็จ แต่คือเรื่องราวของ "พี่น้อง"
และ "ความเชื่อ" ที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างเข้มข้น
พันธกิจ Entrance สร้างสายสัมพันธ์
ประกาศเรื่องพระเจ้ากับชุมชนและสถานศึกษา
(มัตติ): "ที่มาของเอ็นทรานซ์เริ่มต้นจากมิชชันนารี
2 คน ที่มีหัวใจในเรื่องนี้ คืออีกคนนึงเนี่ยอยากเปิดร้านกาแฟ
อีกคนนึงอยากเปิดสตูดิโอ แล้วก็อยากให้มันอยู่ด้วยกัน
ซึ่งตอนนั้นมันเป็นอะไรที่เรียกว่ามันยูนิคมาก มันยังไม่มีใครทำ"
"เขาเลือกจุดที่อยู่ตรงกลางเมืองด้วย อยากจะให้อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย
อยากอยู่ใกล้ชุมชน อยากอยู่ใกล้โรงเรียน เพื่อที่เราจะได้มีโอกาสสร้างสายสัมพันธ์
และประกาศงานของพระเจ้า ประกาศเรื่องราวของพระเจ้าให้กับคนละแวกนี้"
(ปิ๊ก): " “แล้วเขาก็มองว่าถ้าวัยรุ่น มหาวิทยาลัยไหนที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย
เขาเลยมองที่จุฬาฯ”
พระเจ้าจัดเตรียม คนงานที่สานต่อ
(มัตติ): "เรารู้จักกันตั้งแต่เด็ก พี่ปิ๊กเนี่ยเป็นเพื่อนกับพี่สาวผม เรียนด้วยกัน
อยู่วงโยฯ ด้วยกันตั้งแต่มัธยม แล้วพี่สาวผมก็ชวนมาโบสถ์...
พี่ปิ๊กก็อยู่กับผมเนี่ย ตั้งแต่ที่รู้จักกันยาวมาเลย
คืออยู่ด้วยกันนี่หมายถึงว่าเขานอนบ้านผม อยู่กับเราตลอดเวลา...
เรานอนด้วยกันห้องเดียวกัน เราเล่นเกมกัน เราดูบอลด้วยกัน
อันนั้นก็เลยเป็นโอกาสที่เราได้รู้จักกัน และพัฒนาความสัมพันธ์ขึ้นมาเรื่อยๆ”
(ปิ๊ก): “เป็นพี่ชายคนโต”
(มัตติ): “เป็นพี่ชายคนโต"
(ปิ๊ก): "ผมเริ่มทำเป็นพาร์ตไทม์ เราก็อยากรู้ว่าการทำกาแฟเป็นยังไง
เหมือนเป็นแบบความรู้เสริมจากงานที่เราเล่นดนตรี... ฝึกงานในสตูดิโอ
เรียนรู้งานในสตูดิโอทั้งหมด ทั้งเรคคอร์ด ทั้งบันทึกเสียง ทั้งมิกซิ่ง
ซึ่งมันก็ดูคอนทราสต์กันมากๆ แต่สนุกๆ ครับ"
(มัตติ): "พอมาตรงนี้เรามีโอกาสได้บริหาร และก็ได้ทำทุกอย่าง...
พูดได้ว่าเอ็นทรานซ์เราเป็น ธุรกิจเพื่อพันธกิจ ที่เราจะเอาเงินที่เราได้จากการทำธุรกิจเพื่อมาซัปพอร์ตพันธกิจ
ทำไมเราคิดอย่างนั้น เพราะว่าเราไม่ต้องการที่จะขอเงินของคนอื่นตลอดเวลา
เราอยากจะมีเงินพอที่จะรันพันธกิจของเราไปได้
โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นเยอะ... ยืนได้ด้วยขาของตัวเอง"
การทรงนำของพระเจ้าผ่านการประกวดวงดนตรี
(มัตติ): "พี่มาร์คุส ที่เป็นมิชชันนารีที่เขาเป็นคนเริ่มต้นตรงเนี้ย
เค้าเองมีส่วนที่ท้าทายภาระใจของเราระดับหนึ่ง
เพราะว่าเขาอยากให้เราทำเพลงคริสเตียน แต่เราไม่เคยคิดถึงงานของพระเจ้า
หมายถึงว่าเราไม่เคยคิดว่าเราจะทำเพลงนมัสการ เพราะเราเห็นว่าอย่าง W501 หรืออย่างมีที่อื่นๆ
ที่เขาทำอยู่แล้ว แต่ว่าเขาก็พยายามท้าทายเราตลอด
เราก็ฟังแต่ว่าเราก็รู้สึกว่าเรายังไม่ว่างอ่ะ เรายังไม่อยากทำ"
"แต่จุดเริ่มต้นจริงๆ เนี่ย มันมาจากวันนึงที่เราเห็นการประกาศใน Facebook
ว่าประกวดแข่งขันแต่งเพลงนมัสการ
เราก็เห็นว่า พูดตรงๆ เลย เงินรางวัลสูง เงินรางวัลสูงเลย
เราก็เลย... ปิ๊ก ต้องลองแล้วแหละจังหวะเนี้ย ขอบคุณพระเจ้าเราไปแล้วก็เราได้ที่ 2 แล้วพอกลับมา
สิ่งที่เราคุยกันเพิ่มเติมคือ เฮ้ย จริงๆ แล้วเราทำได้นี่หว่า"
(ปิ๊ก): "เราแต่งเพลงได้นะ เพลงนมัสการ"
(มัตติ): "และเรารู้สึกว่าพระเจ้าเริ่มทำให้เราเห็นมากขึ้นว่าพระเจ้ากำลังจะใช้เราในเรื่องนี้มากขึ้น...
เราก็เลยเริ่มต้นที่จะทำ Entrance Worship Music"
(ปิ๊ก): "จริงๆ เหมือนจะทำทุกอย่างเลย ตั้งแต่เขียนเนื้อ เรียบเรียงดนตรี มิกซ์
มาสเตอร์ เอดิเตอร์ ทั้งหมดครับ แต่ก็ทำด้วยกันกับมัตติ มัตติก็จะดูแลเรื่องการเขียนเนื้อกับพาร์ทดนตรี
พาร์ทกลองเป็นหลักเนอะ... ทำด้วยกัน"
(มัตติ): "แต่จริงๆ ที่เราชื่อ Entrance เพราะว่าเราเริ่มต้นจากการที่เราอยู่ Entrance ง่ายๆ เลยครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย"
(ปิ๊ก): "ตอนแรกจะตั้งว่าเป็น Entrance
Music ซึ่งมันไปซ้ำกับร้านเครื่องดนตรีร้านหนึ่งอยู่แล้ว ผมก็เลยเพิ่มคำว่า Worship
เข้าไป
ก็เลยเป็นชื่อพันธกิจไปเลย"
(มัตติ): "เราเริ่มต้นจากเพลงแรกเราก็ทำมาเรื่อยๆ โดยที่เราเองไม่ได้มีความคิดว่าจะต้องมีคนดูเราเยอะๆ
เราเองก็ไม่มีความคิดว่าจะต้องโปรโมตหรือยิงแอด เพราะเรารู้สึกว่าเราอยากไปแบบออร์แกนิก ถ้ามันจะยอดวิวจะไม่ขึ้นก็ไม่ขึ้น แต่ถ้าคนจะรู้จักน้อยก็รู้จักน้อย เราไม่ซีเรียส ถึงแม้ว่าคนไม่ได้ฟังเพลงเยอะ
แต่เชื่อว่าถ้าไม่กี่คนมาฟังแล้วเป็นพระพรสำหรับเค้า เราก็ขอบคุณพระเจ้า"
(ปิ๊ก): "ดีใจแล้ว"
ความลับของ "ใส่หมู่" และความเชื่อกลางสยามสแควร์
(ปิ๊ก): "มันมาจากโปรเจกต์ที่ชื่อว่าใส่เดี่ยวก่อน...
พี่บิวที่เป็นนักร้องนำเรานี่แหละ เขาอยากทำ นมัสการพระเจ้าแบบคนเดียว
แต่พอทำไปทำมาแล้วแกก็รู้สึกว่าเหงา อยากเล่นกับเพื่อน... ก็มีไอเดียว่าอยากทำ 'ใส่หมู่'"
(มัตติ): "พอเราได้ยินคำว่าใส่หมู่ เราก็งงว่ามันคืออะไร
พอเราย้อนกลับไปคำว่าใส่เดี่ยวแล้วพบว่า จุดประสงค์ของใส่เดี่ยวคือ
เราใส่เดี่ยวกับพระเจ้า เราตัวต่อตัวกับพระเจ้า
เรามีความสัมพันธ์ระหว่างเราเองกับพระเจ้า แต่พอใส่หมู่เนี่ย เราอยากจะให้ทุกคนมา
อยู่ด้วยกันเป็นหมู่ นมัสการพระเจ้าด้วยกัน อันนี้คือใส่หมู่
หัวใจของใส่หมู่คือการนมัสการพระเจ้าด้วยกันเป็นหมู่ เป็นหมู่คณะ"
"พอพี่บิวมาคุยกับเรา เรารู้สึกว่ามันตรงกับสิ่งที่เราคุยกัน เพราะว่าช่วงนั้นเนี่ยเราดู
YouTube แล้วก็ดูการนมัสการต่างประเทศ
เราพบว่าในหลายๆ ที่เนี่ย เขาทำนมัสการที่เขายืนเป็นวงกลม แล้วก็นักดนตรีอยู่ตรงกลาง"
(ปิ๊ก): "ไม่รู้เรียกว่าอะไร"
(มัตติ): "ผมพูดง่ายๆ เลย worship
circle... พอเราเห็นแล้วเรารู้สึกว่าเฮ้ย เราอยากทำ แล้วพอพี่บิวมาคุย
ก็ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ เรากำลังคุยกันอยู่เลย งั้นเรามาเริ่มทำกันดีกว่า"
(มัตติ): "แล้วก็จริงๆ แล้ว สยามเนี่ย เราเคยไปเล่นแล้วมาก่อนรอบแรก
แต่ตอนนั้นยังไม่เป็นที่รู้จัก"
(ปิ๊ก): "ก็ต้องขอบคุณสยามก่อนนะ สยามเขาเปิดพื้นที่ให้กับใครก็ได้ที่มีความสามารถในเรื่องของดนตรี
ผมก็ไปลงทะเบียนฟรีทุกอย่างเลย แต่ว่าเราต้องเอาอุปกรณ์ของเราไปเอง...
มันก็นานมากกว่าเขาติดต่อกลับมา เป็นปีครับ ซึ่งก็ขอบคุณพระเจ้าให้เราได้ไปเล่น..."
(มัตติ): "ตอนไปครั้งแรก คนแชร์คลิปเราเยอะ แต่ว่าคนยังไม่รู้จักเรา
แค่แชร์ว่าเฮ้ย มันมีเพลงนมัสการ คนไปเล่นเพลงนมัสการที่สยามด้วย นั่นคือรอบแรกก่อนใส่หมู่ด้วยซ้ำ
แต่พอมีใส่หมู่คนเริ่มรู้จักเรามากขึ้น ใส่หมู่ 2 คนรู้จักเรามากขึ้นอีก แต่พอตอนที่เราไปเล่นสยามอีกครั้ง
คือเป็นจุดที่คนรู้แล้วว่านี่คือ Entrance
Worship Music"
"แต่ว่าวันนั้นที่เราไป เราขอบคุณพระเจ้าจริงๆ คือเรารอเป็นปี มันเลื่อนหลายรอบมาก แล้วจริงๆ
เนี่ยถ้าเกิดสมมุติเราขอเลื่อน เขาจะตัดเลยนะ เพราะว่ามันมีวงต่อคิวเยอะมาก ตอนนี้
อยู่ๆ เขามาขอเลื่อนวันเพราะว่ามันมีงานอีเวนต์ เสร็จปุ๊บพอเลื่อนไปอีกวันนั้น"
(ปิ๊ก): "แผ่นดินไหวป่ะ
(มัตติ): "แผ่นดินไหว พอแผ่นดินไหวเกิดขึ้น กลายเป็นว่าเขาขอเลื่อนเราอีก"
(ปิ๊ก): "ไม่มีกำหนดด้วยนะ"
(มัตติ): "จนวันที่เขากำหนดมาเล่นคือวันอีสเตอร์
เราขอบคุณพระเจ้ามาก... เรารู้สึกว่านี่คือวันที่พระเจ้าเซตไว้ เราไปที่นั่น เราแค่โพสต์ลงโซเชียลของเราว่าเราจะไปเล่นนมัสการที่นั่น
ใครอยากเจอเรา ใครอยากไปนมัสการพระเจ้า ใครว่างเราไปนมัสการพระเจ้าด้วยกันที่สยาม
วันอาทิตย์ เวลานี้ๆ เราก็ไม่คิดว่าคนจะไปเยอะเราตื่นเต้นมาก"
(ปิ๊ก): "คนเป็นร้อยนะ"
(มัตติ): "เราไม่ได้ตื่นเต้นที่เราจะเล่น
แต่เราตื่นเต้นที่เราเห็นทุกคนนมัสการพระเจ้าตรงนั้น มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจ"
(ปิ๊ก): "อัศจรรย์นะ"
(มัตติ): "จริงๆ ถ้าย้อนกลับไปในยุคพ่อ ยุคผู้รับใช้รุ่นเก่า หลายๆ
คนเนี่ย มีการนมัสการพระเจ้ากลางที่สาธารณะเยอะแยะ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าสมัยนั้น โซเชียลมีเดียไม่มีการโปรโมต
อาจจะไม่ได้ดีเท่าปัจจุบัน แต่เราขอบคุณพระเจ้า วันนั้น เราไป ทุกคนมา มีคนโพสต์
มีคนลง มีคนทำนู่นนี่นั่นต่างๆ ทำให้เรากลายเป็นกระแสในเวลานั้น
แล้วคนรู้จักเรามากขึ้น แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่เราต้องการคือเราไม่ได้ต้องการ
ที่เราเองจะมีชื่อเสียง เราอยากให้คนเห็นเรา ว่าเราคือคนที่พาทุกคนนมัสการพระเจ้า"
(ปิ๊ก): "เราเป็นแอดมินเนอะ เราก็จะเห็นแบบการแจ้งเตือนอ่ะ เด้งมาเรื่อยๆ จนแบบบางที
เฮ้ย มัตติ มัน เฮ้ย มันต้องปิดการแจ้งเตือนเปล่า มันไม่ไหวแล้ว
มือถือเรามันเด้งตลอดเวลา ทุกแพลตฟอร์ม... มันอัศจรรย์มากๆ"
บทเรียนล้ำค่าจากงาน NextGen
Festival Bangkok
(มัตติ): "เฮ้ย คือจริง ๆ วันนั้นเนี่ย มันเป็นวันที่ผมมองว่าพระเจ้าสอนเรามากๆ มากๆ เลย เพราะว่าเราต้องอธิบายอย่างงี้ว่าเราอะ ทำงานเกี่ยวกับเรื่องซาวด์ แล้วเราเองมีความมั่นใจในตัวเราระดับนึง เพราะว่าเราอยู่กับสิ่งนั้นตลอดทุกวัน พี่ปิ๊กเองอยู่กับซาวด์ตลอดทุกวัน อยู่หน้าคอม อยู่กับมิกเซอร์ ใช่ อยู่ตลอดเวลา ตลอดทั้งวัน ดังนั้นเราก็เลยจะเอาระบบไปเอง เพื่อที่ทุกอย่างจะง่ายและเป็นระบบของเรา"
(ปิ๊ก): "วันนั้น อยู่ๆ มิกเซอร์เราก็มีปัญหา โดยที่แบบเรายังไม่ได้ออนสไลด์ขึ้นเลยครับ
เสียงออกแล้ว ผมก็งงมันเกิดจากอะไร แล้วก็ไล่หาปัญหา 2-3 ชั่วโมง ไม่ได้
แก้ไม่ได้... รู้สึกเฟลเพราะว่าด้วยที่เราเป็น sound engineer แล้วเราไม่สามารถทำให้ซาวด์มันออกมาดีได้
มันรู้สึกแย่ ต้องการให้คนที่เขาเข้ามาร่วมนมัสการได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด
แต่เราทำไม่ได้ ก็เลยรู้สึกเฟลมากๆ"
(มัตติ): "ใน 2 ชั่วโมงนั้นเราไม่ได้ซาวด์เช็กเลย ทุกคนวุ่นกับการแก้ไขปัญหา...
เราโฟกัสกับสิ่งนั้นมากเกินไป
แล้วก็พระเจ้าก็พูดกับผมชัดเจนในระหว่างที่ผมกำลังยืนรอ...
ผมก็เลยบอกให้ทุกคนมานมัสการพระเจ้าด้วยกัน แล้วเราทุกคนอธิษฐานด้วยกัน พระเจ้าพูดกับผมชัดเจนว่า สิ่งที่สำคัญมากกว่าแครักเตอร์ของเรา
สิ่งที่สำคัญมากกว่าเสียงที่ดี คือเราเองต้องให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่ง"
"ผมเข้าใจเลยว่า เพราะว่าวันนั้นเนี่ย
การที่เราจะไปนำนมัสการเราไม่ได้ให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่ง เราเอาสิ่งอื่นมาเป็นที่หนึ่งแทนที่การทรงสถิตของพระเจ้า
ดังนั้นสิ่งที่พระเจ้ากำลังรื้อฟื้น Entrance
Worship Music หรือรื้อฟื้นหัวใจของเรา คือเราต้องให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่ง เมื่อพระเจ้าเป็นที่หนึ่งทุกอย่างจะดีเอง
ถึงแม้ว่าซาวด์จะไม่ดี แต่เมื่อพระเจ้าสถิตอยู่ที่นั่น
ทุกคนจะสัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้า... พระเจ้าสอนเรา อาจจะเป็นการตีที่แรงหน่อย
ทำให้เราเสียใจหน่อย แต่ว่ามันจะทำให้เราดีขึ้น"
"เมื่อพระเจ้าพูดกับผมวันนั้น ผมจำได้ว่าผมร้องไห้บนเวที แล้วผมก็หนุนใจทุกคน
แล้วมีข้อพระคัมภีร์นึงที่มันชัดเจนมากคือ จงแสวงหาแผ่นดินของพระองค์ก่อน
แล้วพระองค์จะเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้
มันเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่าเราทุกคนต้องให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งก่อน
ไม่ใช่แค่การดำเนินชีวิต แล้วก็ไม่ใช่แค่ทีมนมัสการ
แต่ทีมนมัสการเราเองเป็นผู้ที่นำการทรงสถิตของพระเจ้าอยู่ท่ามกลางผู้คน
เราเองต้องให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่ง ทั้งชีวิตของเรา ทั้งการนำนมัสการของเรา
วันนั้นเราอาจจะผิดพลาดเรื่องนี้ แต่พระเจ้าผ่าตัด ผ่าตัดเราให้เราไปได้ไกลมากขึ้น
เราก็เลยเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ผมบอกทุกคนว่าเราจะไม่สนใจเรื่องซาวด์แล้ว
เราจะทำเท่าที่เราทำได้ ให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่ง แล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราไว้วางใจในพระเจ้า
เราขอบคุณพระเจ้า วันนั้นทุกคนก็สัมผัสถึงการทรงสถิตของพระเจ้า"
(มัตติ): "ที่เราไปทัวร์อีสานเรารู้สึกว่าขอบคุณพระเจ้า
เพราะว่าพระเจ้านำเรา แล้วก็มีอีกหลายๆ เรื่องที่เมื่อเรามองย้อนกลับไป เราพบว่าจริงๆ
ช่วงเวลาที่เราไปทัวร์เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้ากำลังสร้างเรา กำลังสอนเรา
ในขณะเดียวกันเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้ากำลังผ่าตัดวงเราเหมือนกัน
ที่เราเองจะก้าวไปในสเต็ปต่อไปนอกเหนือจากสิ่งที่ผ่านมา
เหมือนพระเจ้าให้เราเห็นว่างานของพระเจ้าเมื่อเราจะก้าวไป
มันต้องมีหลายอย่างที่ผ่านการทรงสร้างของพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกัน
เราเองที่ทำงานของพระเจ้า เราเองต้องอดทนในการทรงสร้างของพระเจ้า
ถ้าเกิดเราเองไม่อดทนในการทรงสร้างของพระเจ้า ผมคิดว่า Entrance Worship Music
คงจะเป็นวงที่แค่ปล่อยเพลงเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร แต่เมื่อเราเห็นว่าพระเจ้ากำลังสร้างเรา
เรายอมให้พระเจ้าสร้างเราอยู่ในการทรงสร้างของพระเจ้า
พระเจ้าก็ขยับเราขึ้นไปเรื่อยๆ"
(ปิ๊ก): "เมื่อเราเรียนรู้ข้อผิดพลาดที่กรุงเทพฯ มันเกิดอะไรขึ้น
เราให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่ง แล้วผมรู้สึกว่าพระเจ้าก็ทำให้บรรยากาศมันไหลลื่น (flow) มากๆ
ที่ต่างจังหวัดครับ"
(มัตติ): "เราเป็นเหมือนรถที่เข้าเกียร์ว่าง
คือพระเจ้าเข็นเราไปไว้ตรงไหน เราทำตรงนั้นให้ดีที่สุด"
ก้าวต่อไปในซอยจุฬาฯ 50 และพันธกิจที่ยังไม่จบ
(มัตติ): "ซอยที่เราอยู่คือซอยจุฬาฯ 50 มีร้านกาแฟมากกว่า 13 ร้านในซอยเดียว...
เมื่อมันเป็นอย่างนั้นทำให้การเงินของเราแย่ลง เมื่อการเงินของเราแย่ลง
เราไม่มีเงินที่จะซัปพอร์ตพันธกิจที่เรากำลังทำอยู่...
บางทีเราต้องการที่จะพักบ้าง แต่ว่าเราไม่มีช่วงเวลาแห่งการพัก
บางทีเรารู้สึกโอเวอร์โหลด อยากให้อธิษฐานเผื่อเรา"
(ปิ๊ก): "เราก็มีห้องซ้อม ห้องอัดที่เป็นสตูดิโอของเรา ก็ถ้าใครอยากซัปพอร์ตพันธกิจเรา
ก็มาสามารถมาซ้อมดนตรีได้ มาบันทึกเสียงได้...
ฝากอธิษฐานเผื่อด้วยในสถานการณ์การเงินของเราด้วยครับ"
(มัตติ): "ถ้าเกิดคุณไม่ต้องการจะเอาเงินมาให้ฟรีๆ คุณจ้างเราก็ได้
ให้เราไปช่วยถ่ายวิดีโอไหม ให้เราไปช่วยบันทึกเสียงไหม หรืออะไรก็ตามเพื่อที่จะซัปพอร์ตพันธกิจของพระเจ้าครับ"
________________________________________
ติดตาม CGN Thai News ข่าวสารสำหรับคริสเตียนไทย ได้ทาง Facebook