เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้

นักฟิสิกส์ฮาร์วาร์ดแบ่งปันเส้นทางความเชื่อ เผยวิทยาศาสตร์ทำให้เขาตั้งคำถาม ก่อนพบคำตอบในพระคริสต์

จากอดีตผู้ไม่เชื่อสู่ผู้ติดตามพระคริสต์ นักฟิสิกส์ฮาร์วาร์ดเผยวิทยาศาสตร์นำเขาค้นพบพระเจ้า ผ่านสารคดีเรื่องใหม่


นักฟิสิกส์ผู้เคยประกาศตัวว่าเป็นผู้ไม่เชื่อและมองว่า "วิทยาศาสตร์คือพระเจ้า" เปิดเผยว่า การศึกษาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำเขามาสู่ความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ผ่านสารคดีเรื่องใหม่ "The Invisible Everywhere: Believing Is Seeing" (สิ่งที่มองไม่เห็นอยู่ทุกหนแห่ง: เชื่อแล้วจึงมองเห็น)


ดร.ไมเคิล กีย์เยน (Michael Guillén) นักฟิสิกส์ผู้เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ และทำงานในแวดวงวิทยาศาสตร์ระดับสูง รวมถึงมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้สัมภาษณ์กับ The Christian Post ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยเชื่อมั่นว่าวิทยาศาสตร์คือทุกสิ่งในชีวิต "วิทยาศาสตร์คือพระเจ้าของผม" เขากล่าว


อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า ยิ่งศึกษาวิทยาศาสตร์มากขึ้นเท่าไร ความคิดแบบผู้ไม่เชื่อของเขากลับค่อย ๆ ถูกท้าทาย


"วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นสิ่งที่ผมรักที่สุด ได้เปลี่ยนผมจากคนเนิร์ดหัวรุนแรงที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า มาเป็นคนที่เปิดโลกทัศน์ให้ผมเห็นถึงการมีอยู่ของพระเจ้าที่แท้จริง มันงดงามมาก และวิทยาศาสตร์ก็ทำอย่างนั้น"


สารคดี "The Invisible Everywhere: Believing Is Seeing" บอกเล่าการเดินทางยาวนานหลายสิบปีของเขา ตั้งแต่การตั้งคำถามต่อโลกที่มองเห็นได้ ไปจนถึงการค้นพบว่าความจริงอาจมีมากกว่าสิ่งที่ตามองเห็น


ดร.กีย์เยน กล่าวว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาศึกษาทฤษฎีสัมพัทธภาพของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ในช่วงวัยรุ่น ทำให้เริ่มตระหนักว่าจักรวาลมีความเป็นจริงที่มนุษย์มองไม่เห็น


ต่อมา ระหว่างศึกษาด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับ "สสารมืด" (Dark Matter) และ "พลังงานมืด" (Dark Energy) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเมื่อรวมกัน คิดเป็นประมาณร้อยละ 95 ของจักรวาล แม้มองไม่เห็นโดยตรง แต่สามารถสังเกตผลกระทบที่มีต่อเอกภพได้


เขากล่าวว่า ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้คำขวัญที่เคยยึดถือว่า "เห็นจึงเชื่อ" ไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงทั้งหมดได้อีกต่อไป


"ผมตระหนักว่าผมไม่สามารถใช้ชีวิตตามคติที่ว่า 'เห็นแล้วจึงเชื่อ' ได้ มันใช้ไม่ได้เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว"


จากนั้น เขาเริ่มศึกษาความเชื่อและปรัชญาหลายแขนง จนเพื่อนนักศึกษาหญิงคนหนึ่งชื่อ ลอเรล ชวนให้เขาอ่านพระคัมภีร์ แม้ในตอนแรกจะยอมอ่านเพียงเพราะต้องการใช้เวลากับเธอ แต่ท้ายที่สุด การอ่านพระธรรมพันธสัญญาใหม่กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต


"มันเหมือนกับม่านที่เปิดออก เสียงนกร้อง และแสงแดดส่องสว่าง" ดร.กีย์เยน เล่าถึงช่วงเวลาที่ความคิดถูกเปิดออก


ดร.กีย์เยน กล่าวว่า ระหว่างศึกษาฟิสิกส์ควอนตัม เขาพบว่าคำสอนหลายประการของพระเยซู แม้ในตอนแรกจะดูขัดกับตรรกะของมนุษย์ แต่เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้งกลับมีความหมายที่สอดคล้องกัน เขาอธิบายว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความจริงที่อยู่เหนือกรอบตรรกะของมนุษย์ โดยย้ำว่านี่เป็นข้อสรุปจากการเดินทางและการศึกษาของเขาเอง


แม้กระนั้น เขายอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่ใช้เวลานานกว่า 20 ปี "ผมต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 20 ปี" ดร.กีย์เยน กล่าว


ดร.กีย์เยน ยังเล่าถึงช่วงเวลาที่ทำงานอยู่ท่ามกลางนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ซึ่งการแสดงออกถึงความเชื่อในพระเจ้ามักไม่ได้รับการยอมรับ เขายอมรับว่าครั้งหนึ่งเคยเลือกเก็บซ่อนความเชื่อของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ซึ่งเขาเคยคิดว่าเขาน่าจะกล้าหาญในความเชื่อมากกว่านี้


ปัจจุบัน เขาเดินทางบรรยายตามมหาวิทยาลัยหลายแห่ง โดยพบว่านักศึกษาจำนวนมากไม่ได้ปฏิเสธความเชื่อ แต่ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ ความจริง และความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเชื่อ


เขายังเปิดเผยว่า เมื่อนักศึกษาคนหนึ่งถามว่าเขาเชื่อพระคัมภีร์ทั้งเล่มจริงหรือไม่ เขาตอบว่าพระคัมภีร์ไม่ได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์


"ผมตอบนักศึกษาท่านั้นว่าจากเท่าที่ผมอ่านมา ไม่มีสิ่งใดในพระคัมภีร์ที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในฐานะนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับจักรวาลเลย"


นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า แม้จะเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่มองว่าเขาละทิ้งเหตุผล แต่เขาเลือกตอบกลับด้วยความรักและความเคารพ เพราะเข้าใจดีว่าครั้งหนึ่งตนเองก็เคยเป็นผู้ไม่เชื่อเช่นเดียวกัน


ดร.กีย์เยน กล่าวว่า สิ่งที่เขาเรียนรู้จากการเดินทางตลอดหลายทศวรรษ คือโลกไม่ได้มีเพียงสิ่งที่มองเห็นด้วยตา และเขาหวังว่าเรื่องราวของตนเองจะเป็นกำลังใจให้ผู้ที่กำลังแสวงหาความจริง


"ถ้าผมยังยึดคติที่ว่า 'เห็นแล้วจึงเชื่อ' ผมคงมองไม่เห็นความจริงส่วนใหญ่" ดร.กีย์เยน กล่าวทิ้งท้าย


ที่มา: The Christian PostMichael Guillén






________________________________________

ติดตาม CGN Thai News ข่าวสารสำหรับคริสเตียนไทย ได้ทาง Facebook