เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้
นักบินภารกิจ Artemis II เผยถึงการเป็นนักบินอวกาศว่าเป็น "อาชีพที่หล่อเลี้ยงด้วยความเชื่อ" ก่อนพามนุษยชาติกลับสู่ดวงจันทร์ในรอบกว่า 50 ปี
โครงการ Artemis ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA) กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญอีกครั้ง เมื่อภารกิจ Artemis II ซึ่งเป็นภารกิจทดสอบแบบมีลูกเรือ ได้เริ่มต้นการเดินทางสู่อวกาศ เพื่อนำมนุษยชาติกลับไปสู่ดวงจันทร์อีกครั้งในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ
ยานอวกาศโอไรออน (Orion) ซึ่งถูกส่งขึ้นด้วยจรวด Space Launch System (SLS) ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา ได้พาลูกเรือ 4 คน ได้แก่ เรด ไวส์แมน ในฐานะผู้บัญชาการภารกิจ, วิกเตอร์ โกลเวอร์ นักบินประจำภารกิจ, คริสตินา โคช และเจเรมี แฮนเซน ออกจากวงโคจรของโลก มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์
วิกเตอร์ โกลเวอร์ นักบินประจำภารกิจ Artemis II และครูสอนพระคัมภีร์วันอาทิตย์ของคริสตจักร Church of Christ เขาดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อที่ฝังรากลึก แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงสูงของอาชีพนักบินอวกาศ เขาเคยแบ่งปันว่าอาชีพของเขาไม่ได้แยกออกจากความเชื่อ แต่กลับถูกหล่อเลี้ยงและกำกับด้วยความเชื่อนั้น
เขาได้เคยให้สัมภาษณ์ The Christian Chronicle ว่า "ในกองทัพมีคำกล่าวว่า ไม่มีคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าในสนามเพลาะ และบนจรวดก็ไม่มีเช่นกัน" ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่มนุษย์ต้องเผชิญกับความเปราะบางของชีวิต ความเชื่อในพระเจ้ามักกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนหันกลับไปพึ่งพา
สำหรับโกลเวอร์ ความเชื่อไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน เขานำพระคัมภีร์และชุดมหาสนิทสำเร็จรูปติดตัวขึ้นไปในอวกาศด้วย เพื่อรักษาชีวิตความเชื่อที่ติดสนิทกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ แม้อยู่ห่างไกลจากโลก
เขาได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเริ่มภารกิจ Artemis II ว่า "อาชีพของผมได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยความเชื่อ และทุกครั้งที่ผมต้องทำสิ่งที่เสี่ยง ผมจะอธิษฐานก่อนบิน โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องขึ้นไปนั่งในจรวด"
ในอีกด้านหนึ่ง โกลเวอร์ไม่ได้มองว่าวิทยาศาสตร์และความเชื่อเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน แต่กลับเห็นว่าสิ่งทั้งสองสอดคล้องและสนับสนุนกัน เขากล่าวว่า "ผมเชื่อในทั้งสองอย่าง และผมไม่พบว่ามันขัดแย้งกันเลย" พร้อมทั้งแสดงท่าทีด้วยความถ่อมใจว่า "ผมต้องการใช้ความสามารถที่พระเจ้าประทานให้ เพื่อทำหน้าที่ของผมให้ดี และสนับสนุนเพื่อนร่วมงาน ภารกิจนี้ และนาซา"
ในช่วงเวลานี้ ลูกเรือจะดำเนินการสังเกตการณ์พื้นผิวดวงจันทร์ รวมถึงติดตามร่องรอยลาวาโบราณและหลุมอุกกาบาต ขณะเดียวกัน ยังมีแผนสังเกตการณ์ปรากฏการณ์สุริยุปราคาจากมุมมองของอวกาศในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เห็นชั้นบรรยากาศโคโรนา และปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากพื้นโลก
ท่ามกลางภาพของจักรวาลอันกว้างใหญ่ โกลเวอร์ตระหนักดีว่าบทบาทของเขาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำหน้าที่ในฐานะนักบินอวกาศ แต่ยังเป็นโอกาสในการสะท้อนพระสิริของพระเจ้าผ่านชีวิตของเขา "ผมเป็นผู้สื่อสารแห่งแผ่นดินของพระองค์ ขอให้พระทัยของพระองค์สำเร็จ ทั้งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก" และเขายังฝากถึงคริสตจักรทั่วโลกว่า "โปรดอธิษฐานเผื่อลูกเรือของเรา อธิษฐานเผื่ออุปกรณ์ และหากคุณสามารถอธิษฐานเผื่อครอบครัวของเราได้ นั่นจะเป็นสิ่งที่วิเศษมาก"
ความก้าวหน้าสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ เมื่อยานโอไรออน ดำเนินการจุดเครื่องยนต์เพื่อเข้าสู่ขั้นตอน Translunar Injection (TLI) ได้สำเร็จ โดยเครื่องยนต์หลักทำงานต่อเนื่องเป็นเวลา 5 นาที 50 วินาที การจุดเครื่องยนต์ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นขั้นตอนทางเทคนิคที่ซับซ้อน แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ลูกเรือออกจากอิทธิพลของวงโคจรโลกอย่างแท้จริง และเริ่มต้นการเดินทางสู่ดวงจันทร์อย่างเป็นทางการ
ภารกิจ Artemis II มีบทบาทสำคัญในฐานะสะพานระหว่างการทดสอบและการปฏิบัติจริง โดยลูกเรือจะใช้เวลาประมาณ 10 วันในการบินวนรอบดวงจันทร์ (Flyby) เพื่อทดสอบระบบประคองชีพ การสื่อสาร และความสามารถของมนุษย์ในการดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมของห้วงอวกาศ ซึ่งยังไม่มีการลงจอดบนพื้นผิวในครั้งนี้
ผลลัพธ์จากภารกิจนี้จะเป็นตัวกำหนดความพร้อมของ Artemis III ซึ่งถูกวางแผนให้เป็นภารกิจที่นำมนุษย์กลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับการสร้างฐานปฏิบัติการ และต่อยอดไปสู่การสำรวจดาวอังคารในอนาคต
ที่มา: Christianity Today, The Christian Chronicle, Religion Unplugged, NASA