เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้
สัมมนา "Live for What Lasts" ชูประเด็น "ความเชื่อกำหนดอัตลักษณ์" แนะหลักบริหารเงินสู่ความมั่งคั่งตามหลักพระคัมภีร์
องค์การไทยแลนด์แคมพัสครูเสดฟอร์ไครสต์ (TCCC) ได้จัดงานสัมมนาพิเศษในหัวข้อ "Live for What Lasts" เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2025 ณ โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมเรียนรู้และเติบโตในหัวข้อที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นที่การใช้ชีวิตเพื่อสิ่งที่คงอยู่ถาวร ภายในงานมีการบรรยายหลักจากผู้เชี่ยวชาญสองท่าน คือ ดร.นุโรจน์ พานิช ในประเด็นเรื่องความเชื่อ และ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล ในประเด็นการบริหารจัดการการเงิน
ความเชื่อ: เข็มทิศกำหนดอัตลักษณ์และศักดิ์ศรีของงาน
ดร.นุโรจน์ พานิช ได้บรรยายในหัวข้อ "A Call to Live by Faith" โดยย้ำว่า ความเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นสิ่งที่กำหนด อัตลักษณ์ (Identity) หรือความเป็นตัวตนของเราอย่างแท้จริง ท่านเน้นว่า ทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรี เพราะพระเจ้าทรงสร้างมาอย่างยอดเยี่ยม
ดร.นุโรจน์ชี้ให้เห็นว่า คริสเตียนกว่า 80% ใช้ชีวิตอยู่นอกโบสถ์ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสำแดงความเชื่อผ่านการทำงานด้วย มุมมองต่อการงานควรถูกปรับเปลี่ยน โดยงานไม่ใช่ผลของการแช่งสาปหรือบาป แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้มนุษย์ทำตั้งแต่ก่อนการล้มลงในบาป (ปฐมกาล บทที่ 2) ทุกงานล้วนมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่ว่าโลกจะชี้วัดตามตำแหน่งหรือระดับใดก็ตาม ความเชื่อในพระเยซูนี้ยังทำหน้าที่เป็นเข็มทิศที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำพาเราให้ "ทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่สิ่งที่ง่าย" (do what is right not what is easy) และท้ายที่สุด ความเชื่อจะนำมาซึ่ง ความหวัง เพราะพระเยซูทรงยกโทษในอดีต นำชีวิตในปัจจุบัน และเตรียมที่อยู่สำหรับอนาคตไว้แล้ว
หลักการเงินตามพระคัมภีร์ สู่เสรีภาพที่ยั่งยืน
ด้านการบริหารจัดการการเงิน ดร.สมจินต์ ศรไพศาล ได้นำเสนอแนวคิด "การบริหารจัดการการเงินอย่างมีเป้าหมาย" โดยเริ่มต้นจากปรัชญาที่ว่า เงินทองไม่ใช่ทั้งพระเจ้าและซาตาน แต่พระคัมภีร์ระบุว่า พระเจ้าจะทรงประทานให้เรามี ทุกสิ่งที่เพียงพอสำหรับตนเองเสมอ และมีสิ่งของที่บริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่างด้วย
ดร.สมจินต์ได้สรุปหลักการบริหารเงินที่ดีไว้ 3 ประการ คือ: สนุกหา (หาเงินด้วยความรักในงาน) ฉลาดใช้ (จัดสรรและแบ่งเงิน) และ ใส่ใจลงทุน (สร้างทรัพย์สิน) เป้าหมายสูงสุดทางโลกคือการบรรลุ เสรีภาพทางการเงิน (Financial Freedom) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อรายได้จากทรัพย์สินของเราเพียงพอที่จะครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมด
เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ผู้เข้าร่วมต้องหลีกเลี่ยง "วงจรแห่งความยากจน" และเลือก "วงจรแห่งความร่ำรวย" โดยการควบคุมรายจ่ายให้เกิดกำไรและนำกำไรนั้นไปลงทุนต่อ สิ่งที่ต้องระวังคือ "Latte Factor" ซึ่งคือการใช้จ่ายเล็กน้อยที่ทำเป็นประจำ แต่มูลค่ารวมตลอดช่วงชีวิต (Life-time cost) อาจมีขนาดใหญ่เท่ากับมูลค่าคอนโดมิเนียมได้ ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างวินัยทางการเงิน โดยแนะนำหลักการพื้นฐานที่ว่า "จ่ายตัวเองก่อน" (Pay yourself first) คือการออม/ลงทุน 10% แรกของรายได้, แบ่งปัน/ถวาย 10% และใช้จ่าย 80% ที่เหลือ
ท้ายที่สุด ดร.สมจินต์เน้นย้ำว่า เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การให้เงินทองมาเป็นเป้าหมายหรือเป็นนายของเรา แต่ให้เงินเป็นเพียงอุปกรณ์ที่เราใช้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า. การแบ่งปันและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการขอบคุณพระเจ้าในที่สุด นอกจากนี้ ในงานสัมมนายังมีการจัดเวิร์กชอปสำหรับกลุ่มคนโสด คู่สมรส พ่อแม่ และมีการพูดถึงการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเป็นพยานด้วย
นอกจากนี้ในช่วงบ่าย ยังมีเวิร์กชอปหลากหลาย สำหรับคนโสด คู่สมรส พ่อแม่ และโค้ชชีวิต โดยมี Pastor Raymond Foster, ดร.วีระวุฒิ หงษ์สา, และ Mitch Atkins เป็นวิทยากร รวมถึงหัวข้อการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อเป็นพยานและส่งต่อความเชื่อกับ Jesus Film