เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้
ในยุคสมัยที่โลกโซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟนดึงดูดความสนใจของเยาวชนไปแทบทุกวินาที การจะชวนวัยรุ่นมาเข้าค่ายคริสเตียนที่ยาวนานถึง 10 วัน ดูจะเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
แต่สำหรับ องค์การเยาวชนไทยเพื่อพระคริสต์ (Thailand Youth for Christ หรือ YFC) นำโดย ผป.พัฒน์วิทย์ องค์เจริญ (พี่อ๋อง) ผู้อำนวยการองค์การฯ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะ "ค่ายนักประกาศตัวจ้อย" ได้พิสูจน์ตัวเองผ่านการจัดงานมาแล้วกว่า 20 ครั้ง และมีผู้เข้าร่วมค่ายมาแล้วกว่าพันคน
ผป.พัฒน์วิทย์ องค์เจริญ หรือพี่อ๋อง ผู้อำนวยการองค์การฯ องค์การเยาวชนไทยเพื่อพระคริสต์ทำไมต้องเป็น "นักประกาศตัวจ้อย"?
พี่อ๋องได้เปิดเผยถึงหัวใจสำคัญของการจัดค่ายนี้ว่า เกิดจากความเข้าใจในบริบทของคริสตจักรท้องถิ่นที่ว่า "อาจจะไม่ทุกคริสตจักรที่มีการพาออกไปประกาศ แล้วยิ่งเป็นเด็กด้วย"
YFC จึงอาสาเข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ โดยพี่อ๋องย้ำด้วยความมั่นใจว่า "พระเจ้ายืนยันกับพวกเราว่าเด็กๆ ทำได้"
นิมิตที่ยิ่งใหญ่ของค่ายนี้ถูกเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจผ่านภาพของ "มดตัวเล็กกับช้างตัวใหญ่" โดยพี่อ๋องอธิบายว่า เยาวชนไทยกว่า 8 ล้านคนเปรียบเสมือนช้างตัวมหึมา ในขณะที่ทีมงาน YFC เป็นเพียงมดตัวน้อย ซึ่งมดตัวเดียวไม่มีทางกินช้างได้
"ดังนั้นเราจะต้องหามดมาเพิ่ม และเราจะไปหาจากไหน คำตอบก็คือการหาจากวัยรุ่นที่อยู่ตามคริสตจักรต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อมาช่วยกันทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่นี้ให้สำเร็จ"
จากเด็กที่ "ถูกบังคับ" สู่ประธานค่ายผู้มีภาระใจ
เรื่องราวที่น่าประทับใจที่สุดอย่างหนึ่งในค่ายครั้งนี้คือ "น้องเมย์" หรือ ภญ.พทธมน องค์เจริญ ประธานค่ายวัย 25 ปี ที่ปัจจุบันทำงานเป็นผู้แทนยา
เมย์เริ่มต้นความสัมพันธ์กับค่ายนี้จากการถูกคุณพ่อบอกให้มาเข้าค่ายตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ซึ่งในตอนแรกเธอรู้สึกเหมือนถูกบังคับและไม่เต็มใจนัก
แต่เมื่อเวลาผ่านไป พระเจ้าได้ทำงานในใจของเธอผ่านบทเรียนต่างๆ จนวันนี้เธอเติบโตขึ้นและก้าวขึ้นมารับผิดชอบงานใหญ่ในฐานะประธานค่าย
"ถ้าพูดตรงๆ รู้สึกว่าขอบคุณพระเจ้าที่คุณพ่อบังคับเมย์มาค่ายในวันนั้น เพราะเมย์เชื่อว่าด้วยความเด็ก เราอาจจะยังไม่เห็นสิ่งที่ดีในวันนั้น" เมย์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม และเสริมว่าตอนนี้การประกาศไม่ใช่เรื่องที่ใครต้องมาบังคับอีกต่อไป เพราะ "ในพระคัมภีร์บอกพระเจ้าให้การประกาศเป็นพระมหาบัญชา ไม่ใช่เลือกว่าเราจะทำหรือไม่ทำ"
ภญ.พทธมน องค์เจริญ หรือเมย์ ประธานค่าย
10 วันแห่งการเปลี่ยนชีวิต: จากบทเรียนสู่การลงพื้นที่จริง
ค่ายนักประกาศตัวจ้อยไม่ใช่แค่การนั่งเรียนทฤษฎีในห้องประชุม แต่เป็นกระบวนการ 10 วันที่เข้มข้น โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก คือ 4 วันแรกจะเป็นการปูพื้นฐาน ปรับทัศนคติ และทำ Workshop ต่างๆ เช่น การฟังที่ดี การสร้างความสัมพันธ์ และการใช้เครื่องมือประกาศ "ก้าวสู่ความสุข"
หลังจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด คือการลงพื้นที่มิชชันนารี (Mission Trip) ตามคริสตจักรต่างๆ ซึ่งเด็กๆ จะเป็นคนวางแผนและออกแบบกิจกรรมการประกาศด้วยตัวเอง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นน่าอัศจรรย์ใจ พี่อ๋องเล่าถึงความสำเร็จในค่ายที่เชียงใหม่ว่า "มีเด็กมาร่วมค่าย 52 คน ออกไปประกาศ 4 วัน ปรากฏว่ามีผู้เชื่อใหม่ 105 คน" ซึ่งพี่อ๋องย้ำว่านั่นไม่ใช่เพราะทีมงานเก่ง แต่เป็นเพราะ "เมื่อเราลงมือทำ พระเจ้าก็ทำงานกับเรา"
สิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้จากค่าย
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือความมั่นใจของเด็กๆ น้องๆ หลายคนเล่าว่าก่อนมาค่ายเขารู้สึกเบื่อและคิดว่าคงต้องมานั่งเรียนเฉยๆ แต่เมื่อได้ร่วมกิจกรรม พวกเขากลับได้พบกับมิตรภาพและความกล้า
"หนูรู้สึกมั่นใจมากขึ้น รู้ในเรื่องพระคัมภีร์มากขึ้น และรู้ในเรื่องประกาศมากขึ้นค่ะ" หนึ่งในเยาวชนผู้เข้าร่วมค่ายสะท้อนความรู้สึก
ในขณะที่ทีมงานเบื้องหลัง แม้จะต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเตรียมงานที่เริ่มจากงบประมาณศูนย์บาทจนพระเจ้าประทานให้ครบถ้วน แต่ความเหนื่อยนั้นหายไปทันทีเมื่อเห็นเด็กๆ เปลี่ยนแปลง
"เหนื่อยมากตอนนี้ค่ะ ร่างจะแยกแล้ว แต่ว่าคุ้มมากกับสิ่งที่ทุ่มเทไป" สตาฟท่านหนึ่งกล่าวด้วยความตื้นตันหลังจากเห็นน้องๆ ตัดสินใจออกไปประกาศด้วยความกระตือรือร้น
การลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า
ค่ายนักประกาศตัวจ้อยไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมภาคฤดูร้อน แต่มันคือการสร้างกลไกขับเคลื่อนการประกาศข่าวประเสริฐผ่านคนรุ่นใหม่ เมย์ในฐานะประธานค่ายทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า "เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า...ถ้าเราไม่ฝึกเด็ก แล้วต่อไปใครจะทำ"
การลงทุนในชีวิตเยาวชนอาจต้องใช้ทั้งแรงกาย แรงใจ และความอดทนอย่างมหาศาล ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือคนรุ่นใหม่ที่กล้าออกไปแบ่งปันข่าวประเสริฐ และพร้อมมีส่วนร่วมในพระมหาบัญชามากขึ้น อย่างที่พี่อ๋องได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เด็กๆ ทำได้ และพวกเขาพร้อมแล้วที่จะเป็น "มด" ที่แข็งแรงเพื่อนำความรักของพระเจ้าไปสู่คนไทยทุกคน