"สะพานแห่งพระคุณ" เมื่อล้อรถเข็นวีลแชร์ นำความรักของพระเจ้าไปถึงบ้าน
ในขณะที่คริสตจักรพูดถึงการประกาศข่าวประเสริฐ ยังมีคนบางกลุ่มที่เข้าถึงชุมชนคริสเตียนได้ยาก นั่นคือผู้พิการบางคนและครอบครัว ที่มีข้อจำกัดในการออกจากบ้านและเข้าถึงชุมชน รวมถึงคริสตจักร เมื่อคริสตจักรมองเห็นความต้องการของคนที่เข้าถึงชุมชนได้ยาก ความรักจึงต้องออกจากอาคารและเดินทางไปถึงบ้านของพวกเขา
เรื่องราวของพันธกิจ Stronger Together ผ่านชีวิตของสันติภาพ วิริโยทัย หรือ "ครูแทน" ผู้จบการศึกษาด้านดนตรีด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 และศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสหรัฐอเมริกา ก่อนนำทักษะด้านงานช่างมาประยุกต์ใช้ในการปรับแต่งรถเข็นให้กับผู้ที่สังคมอาจลืมเลือน

ครูแทน สันติภาพ วิริโยทัย กับพันธกิจ Stronger Together
หัวใจที่แตกสลายเพื่อคนของพระองค์
การเริ่มต้นของพันธกิจนี้ไม่ได้มาจากแผนการที่ยิ่งใหญ่ แต่มาจากหัวใจที่สัมผัสถึงความทุกข์ยากในค่ายครอบครัวผู้พิการ (Family Retreat)
ครูแทนเล่าว่าเขาสัมผัสได้ถึงความยากลำบากของพ่อแม่ที่ต้องดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีโอกาสได้พักผ่อน หรือแม้แต่โอกาสที่จะพาลูกออกไปสัมผัสโลกภายนอก
"ผมรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ข่าวประเสริฐเข้าไม่ถึง... เพราะชีวิตเขายากลำบาก จะออกไปจากบ้านไปไหนมาไหนเนี่ยก็ยาก"
คำพูดนี้สะท้อนความจริงที่เจ็บปวด เมื่อคริสตจักรบางแห่งอาจยังไม่พร้อมต้อนรับพวกเขา ครูแทนเคยเล่าถึงประสบการณ์ที่ทำให้หัวใจของเขาต้องแตกสลายเมื่อคริสตจักรแห่งหนึ่งตอบปฏิเสธที่จะต้อนรับผู้พิการ "ปรากฏว่าเขาตอบสนองว่า อยากให้ผู้พิการคนนี้ไปที่อื่น เพราะคริสตจักรเขาไม่พร้อม... มันไม่ควรเป็นภาพของคริสตจักร... คริสตจักรควรเป็นที่ของทุกคน"

มากกว่ารถเข็น คือ "ความใส่ใจ"
การมอบรถเข็นของ Stronger Together ไม่ใช่เพียงการนำของไปวางแล้วจากมา แต่มันคือกระบวนการแห่งความรัก
ในการเดินทางไปถึงจังหวัดเพชรบูรณ์หรือแม้แต่ใต้สุดอย่างปัตตานี ทีมงานต้องใช้เวลานานนับชั่วโมงกับผู้พิการแต่ละคนเพื่อ "ฟิตติ้ง" หรือปรับแต่งรถให้เข้ากับสรีระ เพราะสำหรับเด็กที่มีภาวะน้ำในสมองโตหรือร่างกายบิดเกร็ง รถเข็นมาตรฐานทั่วไปอาจไม่เหมาะกับสรีระและความต้องการเฉพาะของผู้ใช้บางราย และอาจส่งผลต่อความสะดวกและความปลอดภัยในการใช้งาน
"การที่เรามอบรถเข็นให้เขาเนี่ย เราต้องมั่นใจว่าเรามอบรถเข็นคันนี้ไป เขาจะสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ดีขึ้น... มันไม่ใช่แค่เรื่องอุปกรณ์ช่วยเหลือ แต่เรากำลังบอกเขาว่า เราใส่ใจเขานะ"
สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย รถเข็นเด็กพิการคันละประมาณ 40,000 บาทนั้นเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม คุณแม่ท่านหนึ่งที่ดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมงกล่าวด้วยความหวังว่า "จะได้พาลูกออกไปดูอากาศข้างนอกมั่ง ดีกว่านอนอยู่บนเตียงอย่างนี้"
นี่คือหัวใจของพันธกิจ ที่อยากให้รถเข็นเป็นมากกว่าแค่พาหนะ แต่เป็น "สะพานเชื่อม" ที่นำความรักและความหวังจากพระเจ้าไปสู่ใจของพวกเขา

การหว่านด้วยความถ่อมใจ
ในการทำงานนี้ ครูแทนและทีมงาน Stronger Together ยึดถือความถ่อมใจเป็นที่ตั้ง พวกเขาไม่เคยบังคับให้ใครต้องมารับเชื่อเพื่อแลกกับรถเข็น
หน้าที่ของพวกเขาคือการเป็นผู้หว่านความรักอย่างซื่อสัตย์
"ความรับผิดชอบของเราคือการหว่าน แต่พระเจ้าเป็นคนทำให้เติบโต... ถึงแม้ว่าเขายังไม่รับเชื่อวันนี้ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ ปลูกฝังเขา แล้วสักวันหนึ่งเขาจะกลับมานึกถึง"
เมื่อมีคนถามคุณแม่ผู้รับบริการท่านหนึ่งว่า ทราบไหมว่าใครเป็นผู้นำรถเข็นมาให้ คำตอบที่น่าประทับใจคือ "องค์กรของพระเยซู" คำตอบสั้น ๆ นี้สะท้อนว่า ความรักที่ได้รับไม่ได้จบลงเพียงการได้รับอุปกรณ์ช่วยเหลือ แต่ทำให้ผู้รับบริการรับรู้ถึงเจตนาของผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือ และเขาสัมผัสได้ถึงความรักของพระองค์ผ่านความช่วยเหลือและคำอธิษฐานเผื่อจากใจจริงของอาสาสมัคร

สะพานแห่งพระคุณสู่ผู้พิการ
เรื่องราวของ Stronger Together จึงอาจเป็นคำเชิญชวนให้คริสตจักรกลับมามองเห็นผู้พิการและครอบครัวที่อาจถูกมองข้าม และถามตัวเองว่า เราจะทำอย่างไรให้คริสตจักรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้มากขึ้น เพราะการรับใช้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการไปเยี่ยมครอบครัวที่มีผู้พิการในชุมชน การจัดกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม หรือการปรับปรุงสถานที่ให้ผู้ใช้รถเข็นสามารถเข้าถึงได้
สำหรับ Stronger Together การมอบรถเข็นจึงไม่ได้จบลงที่การส่งมอบอุปกรณ์ แต่คือการสร้างโอกาสให้ผู้พิการได้ออกจากบ้าน ได้ใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและสังคม และได้สัมผัสว่าพวกเขาไม่ได้ถูกลืม เช่นเดียวกับที่ครูแทนกล่าวว่า หากคริสตจักรมีความตั้งใจที่จะเริ่มต้นพันธกิจเพื่อผู้พิการ Stronger Together พร้อมเข้าไปสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งในการรับใช้
บางครั้งการนำความรักของพระเจ้าไปถึงใครสักคน อาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำพูดที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการลงมือทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยความใส่ใจ ตั้งแต่การปรับรถเข็นให้พอดีกับร่างกาย ไปจนถึงการนั่งลงพูดคุยและอธิษฐานเผื่อ และในทุกการรับใช้เหล่านั้น รถเข็นหนึ่งคันอาจไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยในการเดินทาง แต่อาจกลายเป็นสะพานที่พาความรัก ความหวัง และการดูแลจากคริสตจักรไปถึงบ้านของใครบางคน

ชมรายการ The Survivor ภารกิจ ชีวิต ความรอด ตอน
"อยากให้คริสตจักรคิดถึง..คนพิการ" ได้ทาง
CGN Thai________________________________________
ติดตาม CGN Thai News ข่าวสารสำหรับคริสเตียนไทย ได้ทาง
Facebook