ประสบการณ์จากคริสตจักรหลากหลายวัฒนธรรม
อ.โอลอฟินจานา ย้ายจากไนจีเรียมายังสหราชอาณาจักรในปี 2004 ในฐานะมิชชันนารี เขากล่าวว่า ตั้งใจมาตลอดที่จะไม่เป็นผู้นำคริสตจักรที่จำกัดอยู่เฉพาะชุมชนผู้อพยพกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ทำงานร่วมกับคริสตจักรแบ๊บติสต์ของชาวอังกฤษและคริสตจักรที่มีสมาชิกหลากหลายวัฒนธรรม รวมถึงคริสตจักรที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาว
นอกจากงานอภิบาลแล้ว เขายังก่อตั้ง Centre for Missionaries from the Majority World ซึ่งให้การฝึกอบรมมิชชันนารีที่เดินทางเข้ามารับใช้ในยุโรป โดยเน้นการทำความเข้าใจบริบทของพื้นที่ ตลอดจนทำงานด้านวิชาการเกี่ยวกับคริสต์ศาสนาในชุมชนแอฟริกันพลัดถิ่นและพันธกิจของชาวแอฟริกันในยุโรป
จากประสบการณ์กว่าสองทศวรรษ เขาสังเกตเห็นคลื่นการย้ายถิ่นหลายระลอก ที่ส่งผลต่อคริสตจักรในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ทั้งมิชชันนารีจากเกาหลีใต้ ซิมบับเว จีน และไนจีเรีย ที่เข้ามาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ต่อมาในช่วงปี 2014-2015 มีชาวอิหร่านย้ายเข้ามาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และคริสตจักรอิหร่านบางแห่งกลายเป็นคริสตจักรที่มีขนาดใหญ่หรือเติบโตเร็วในสหราชอาณาจักรและพื้นที่อื่นของยุโรป
ก่อนการระบาดของโควิด-19 ยังมีการย้ายถิ่นจากฮ่องกงเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมือง ขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนทำให้ชาวยูเครนเข้ามามีส่วนร่วมในคริสตจักรยุโรปในรูปแบบต่างๆ
จากการเช่าอาคารสู่การทำพันธกิจร่วมกัน
อ.โอลอฟินจานา ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคริสตจักรผู้อพยพกับคริสตจักรท้องถิ่นมีหลายระดับ บางแห่งเพียงเช่าอาคารของคริสตจักรลูเทอแรน แบ๊บติสต์ หรือคริสตจักรอื่นเพื่อใช้ประชุมนมัสการ โดยความสัมพันธ์สิ้นสุดลงเมื่อจบการเช่า แต่บางแห่งพัฒนาความสัมพันธ์ไปไกลกว่านั้น ทั้งการจัดนมัสการร่วมกัน การทำพันธกิจ และการสร้างสาวกร่วมกัน
อีกแนวทางหนึ่งคือการทำงานผ่านพันธมิตรประกาศข่าวประเสริฐระดับชาติ เขายกตัวอย่างสวิตเซอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีผู้รับผิดชอบด้านชุมชนผู้อพยพหรือการทำงานข้ามวัฒนธรรมโดยเฉพาะ เพื่อเชื่อมโยงคริสตจักรต่างกลุ่มเข้าด้วยกัน
อ.โอลอฟินจานา มองว่า อุปสรรคสำคัญในปัจจุบันคือความไม่แน่ใจของสังคมและคริสตจักรต่อการย้ายถิ่นฐาน ผู้เชื่อบางคนยังไม่มั่นใจว่าการย้ายถิ่นเป็นผลดีหรือผลเสีย ทำให้แม้ผู้คนจะนั่งนมัสการอยู่ในคริสตจักรเดียวกันกับผู้ลี้ภัยหรือผู้ขอลี้ภัย แต่ก็อาจยังไม่เข้าใจหรือยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
เขาเห็นว่าการสร้างสาวกเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายนี้ โดยคริสตจักรจำเป็นต้องสอนหลักศาสนศาสตร์เกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานผ่านพระคัมภีร์ เพื่อช่วยให้ผู้เชื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวมากกว่ามองผ่านความขัดแย้งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว
นิมิตจากพระธรรมวิวรณ์
One People Network ได้รับแรงบันดาลใจจากพระธรรมวิวรณ์ 7:9 ซึ่งกล่าวถึงผู้คนจากทุกเผ่า ทุกชาติ และทุกภาษา โอลอฟินจานากล่าวว่า นิมิตของเครือข่ายคือการเห็นยุโรปได้รับการเปลี่ยนแปลงผ่านภาพของประชากรพระเจ้าที่มีความหลากหลายและเป็นหนึ่งเดียวกัน
ตามข้อมูลของ EEA เครือข่ายมีเป้าหมายให้คริสตจักรทั่วทวีปเติบโตอย่างเข้มแข็งในความเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยยอมรับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และสัญชาติภายในคริสตจักร ส่งเสริมเสียงของผู้นำจากชุมชนที่หลากหลาย และขยายการมีส่วนร่วมของคริสตจักรชาติพันธุ์ที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนหนุ่มสาว
แผนงานของเครือข่ายประกอบด้วยการจัดประชุม การหารือระหว่างผู้นำ การสนทนาข้ามรุ่น การวิจัย และการพัฒนาทางศาสนศาสตร์ ตลอดจนจัดทำทรัพยากรเพื่อช่วยผู้นำคริสตจักรดูแลชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
อ.โอลอฟินจานา กล่าวว่า เครือข่ายต้องการเชื่อมโยงคริสตจักร พันธมิตรระดับชาติ เครือข่ายชุมชนผู้อพยพ และกลุ่มที่ทำงานด้านวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมและสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งขึ้น
"เราต้องการดำเนินการเรื่องนี้ผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างคนต่างรุ่น เพราะเราไม่สามารถแยกเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมออกจากความแตกต่างระหว่างรุ่นได้" เขากล่าว "เราต้องการทำการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจพลวัตของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นให้ดียิ่งขึ้น"

สมาชิกคณะกรรมการอำนวยการของเครือข่าย One People Network ในระหว่างพิธีเปิดตัวเครือข่ายที่งาน Hope for Europe 2026 ณ เมืองโกเลม ประเทศแอลเบเนีย (ภาพ: Christian Daily International)เริ่มต้นจากพระคัมภีร์ ไม่ใช่กระแสการเมือง
เมื่อถามถึงคำแนะนำสำหรับศิษยาภิบาลที่ไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับประเด็นการย้ายถิ่นฐานอย่างไร ท่ามกลางความแตกแยกทางการเมือง อ.โอลอฟินจานา แนะนำให้เริ่มต้นจากพระคัมภีร์ ไม่ใช่กระแสในสื่อสังคมหรืออัลกอริทึมที่นำเสนอเรื่องผู้อพยพในมุมขัดแย้ง
เขายอมรับว่าประเด็นการย้ายถิ่นฐานทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายเป็นความจริงที่ไม่อาจมองข้าม แต่ตั้งคำถามว่าพระคัมภีร์สอนอย่างไรเกี่ยวกับคนต่างถิ่น และคริสเตียนควรแสดงการต้อนรับและการมีน้ำใจอย่างไร
โอลอฟินจานากล่าวว่า การต้อนรับผู้คนจากต่างวัฒนธรรมเป็นการยอมรับศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของพวกเขา ซึ่งถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า อีกทั้งยังเป็นการมีส่วนร่วมในพันธกิจข้ามวัฒนธรรมและการสร้างสาวกจากทุกชาติ ตามพระมหาบัญชาของพระเยซู
เขาย้ำว่า จุดเริ่มต้นของคริสตจักรควรเป็นการสร้างสาวก การต้อนรับ และการมีน้ำใจต่อคนต่างถิ่น โดยใช้พระคัมภีร์เป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคม
"นั่นหมายความว่าคุณกำลังยอมรับความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น หมายความว่าคุณตระหนักว่าผู้คนที่แตกต่างจากเรานั้นถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า และคุณกำลังนำความเข้าใจนั้นมาปฏิบัติจริง" อ.โอลอฟินจานา กล่าว "และคุณกำลังดำเนินพันธกิจข้ามวัฒนธรรมผ่านการกระทำดังกล่าว เพราะคุณกำลังเปิดรับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเข้ามาในคริสตจักรของคุณ"
"เราควรออกไปสร้างสาวกจากทุกชนชาติ" เขากล่าวเสริม "ดังนั้น คุณจึงกำลังทำสิ่งนั้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการต้อนรับและดูแลผู้คนที่แตกต่างหลากหลายเหล่านั้น"