เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้

สมัชชาพระมหาบัญชา 2026 เน้นบทบาทคริสตจักรท้องถิ่นในพันธกิจโลก ชูความสัตย์ซื่อต่อข่าวประเสริฐและการสร้างสาวก

สมัชชาพระมหาบัญชา 2026 เน้นบทบาทคริสตจักรท้องถิ่นในพันธกิจโลก ชูความสัตย์ซื่อต่อข่าวประเสริฐและการสร้างสาวก


การประชุมสมัชชาพระมหาบัญชา หรือ Great Commission Congress (Bangkok ’26) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม ค.ศ. 2026 ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้นำคริสตจักร ศิษยาภิบาล มิชชันนารี และผู้แทนองค์กรพันธกิจจากทั่วโลกกว่า 400 คนเข้าร่วม เพื่อทบทวนหลักการตามพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระมหาบัญชา บทบาทของคริสตจักรท้องถิ่นในการส่งมิชชันนารี และแนวทางการทำพันธกิจข้ามวัฒนธรรม

ตลอดการประชุม 3 วัน วิทยากรและผู้ร่วมเสวนาได้พิจารณาประเด็นตั้งแต่ความชัดเจนของข่าวประเสริฐ การสร้างสาวกและการปลูกคริสตจักร การประเมินและดูแลมิชชันนารี ไปจนถึงการปรับตัวตามบริบททางวัฒนธรรม โดยมีประเด็นสำคัญร่วมกันคือ การให้คริสตจักรท้องถิ่นกลับมามีบทบาทสำคัญในพันธกิจโลก และการรักษาความสัตย์ซื่อต่อพระคัมภีร์ท่ามกลางแรงกดดันให้เร่งผลลัพธ์และเพิ่มจำนวนผู้เชื่อ


บรรยากาศการนมัสการในงานประชุม Great Commission Congress Bangkok ’26 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2026

วันที่ 1 ทบทวนบทบาทคริสตจักรท้องถิ่นในพันธกิจโลก: จุดเริ่มต้นของการประชุมและบริบทพันธกิจในประเทศไทย

การประชุมเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับโดย อ.จอช แมนลีย์ ศิษยาภิบาลคริสตจักร RAK Evangelical Church ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประธานฝ่ายจัดโปรแกรมการประชุม ซึ่งอธิบายว่าการเตรียมงานครั้งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ ค.ศ. 2021 จากการริเริ่มของ อ.แม็ก สไตลส์ มิชชันนารีอาวุโสและประธานการจัดงาน

ในช่วง ค.ศ. 2022-2024 มิชชันนารีระยะยาวประมาณ 60 คนได้ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาแนวทางและนิยามพันธกิจตามหลักพระคัมภีร์ภายใต้ชื่อ Great Commission Council (GCC)

อ.จอช กล่าวว่า ผู้จัดงานไม่ได้คาดหวังว่าการประชุมเพียง 3 วันจะเปลี่ยนแปลงวงการพันธกิจโลกได้ในชั่วข้ามคืน แต่เห็นว่าสิ่งที่มีความหมายและส่งผลในระยะยาวคือสิ่งที่เกิดขึ้นในคริสตจักรท้องถิ่นทั่วโลกในแต่ละสัปดาห์ การประชุมจึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์และเปิดพื้นที่สำหรับการสนทนาที่จะนำไปสู่การทำพันธกิจอย่างสัตย์ซื่อในระยะยาว

ด้าน อ.แดนนี เดวิสัน ผู้อำนวยการจัดงาน และศิษยาภิบาลคริสตจักร Bangkok City Baptist Church กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมสู่กรุงเทพฯ พร้อมสะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะมีประวัติศาสตร์พันธกิจมิชชันนารีโปรเตสแตนต์มาเกือบ 200 ปี แต่คริสตจักรเอแวนเจลิคัลในไทยยังคงมีขนาดเล็ก การที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของภูมิภาคได้ต้อนรับผู้รับใช้จากทั่วโลกจึงมีความหมายต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างความร่วมมือระหว่างคริสตจักร


อ.แดนนี เดวิสัน กล่าวต้อนรับทุกคนสู่สยามเมืองยิ้ม

การบรรยายหลัก: นำคริสตจักรกลับสู่หัวใจของพันธกิจ

ในการบรรยายหัวข้อ "Returning the Churches to the Heart of the Mission" อ.จอช แมนลีย์ ชวนผู้เข้าร่วมทบทวนประวัติศาสตร์พันธกิจคริสเตียน ก่อนพิจารณาความท้าทายในปัจจุบันและแนวทางสำหรับอนาคต

เขากล่าวว่า การกลับมาให้ความสำคัญกับคริสตจักรท้องถิ่นไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธประวัติศาสตร์ แต่เป็นการสืบต่อจากผู้รับใช้รุ่นก่อน ตั้งแต่ วิลเลียม แครี ใน ค.ศ. 1792 ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสมาคมมิชชันนารีแบ๊บติสต์แห่งแรก ฮัดสัน เทย์เลอร์ ผู้ก่อตั้ง China Inland Mission และผู้บุกเบิกการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการประชุมและขบวนการพันธกิจสำคัญ เช่น การประชุมนักศึกษาเอดินบะระ ค.ศ. 1910 ขบวนการนักศึกษาเออร์บานา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การประชุมเบอร์ลิน ค.ศ. 1966 ภายใต้คำขวัญ "One race, one gospel, one task" และการประชุมนานาชาติว่าด้วยการประกาศข่าวประเสริฐที่เมืองโลซานน์ ค.ศ. 1974 ซึ่งนำโดยบิลลี เกรแฮม และจอห์น สตอตต์

สำหรับความท้าทายในปัจจุบัน อ.จอช ใช้คำว่า "Mission Creep" อธิบายภาวะที่เป้าหมายของงานค่อยๆ เบี่ยงเบนจากวัตถุประสงค์ดั้งเดิม พร้อมอ้างถึง 1 ทิโมธี 3:14-15 ซึ่งกล่าวถึงคริสตจักรในฐานะเสาหลักและรากฐานแห่งความจริง ก่อนตั้งคำถามสำคัญสองประการ

คำถามแรกคือ "เรากำลังถอดคริสตจักรออกจากศูนย์กลางหรือไม่?" (Have we decentered the church?) อ.จอช อธิบายว่า องค์กรพันธกิจถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการทำงาน แต่ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือ บทบาทด้านการดูแลอภิบาลและการกำกับดูแลมิชชันนารีค่อยๆ ย้ายไปอยู่กับองค์กร ขณะที่คริสตจักรท้องถิ่นเหลือเพียงบทบาทผู้สนับสนุนเงินทุนหรือผู้ติดตามอยู่ห่างๆ

เขาเปรียบเทียบองค์กรพันธกิจกับบุคลากรกู้ชีพที่ทำงานเคียงข้างแพทย์ โดยคริสตจักรท้องถิ่นเปรียบเสมือนแพทย์ องค์กรพันธกิจจึงควรช่วยสนับสนุนการทำงาน แต่ไม่ควรเข้ามาแทนที่สิทธิอำนาจและบทบาทของคริสตจักร

"องค์กรพันธกิจควรเปรียบเสมือนพนักงานกู้ชีพที่ทำงานเคียงข้างแพทย์ คือคริสตจักรท้องถิ่น แต่ต้องไม่เข้ามาสวมสิทธิอำนาจหรือแทนที่บทบาทของแพทย์"

อ.จอช ยกตัวอย่างอัครทูตเปาโล ซึ่งแม้ได้รับการทรงเรียกจากพระคริสต์ แต่การส่งออกไปทำพันธกิจในกิจการบทที่ 13 ก็เกิดขึ้นผ่านคริสตจักรในอันทิโอก ซึ่งร่วมอธิษฐาน วางมือ และส่งเขาออกไปอย่างเป็นทางการ

คำถามที่สองคือ "เรากำลังลดทอนคุณค่าของคริสตจักรหรือไม่?" (Have we downgraded the church?) เขากล่าวถึงแนวทางพันธกิจที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งลดทอนการฝึกอบรมและการสั่งสอนพระวจนะให้เหลือเพียงการประกาศข่าวประเสริฐเบื้องต้น ทั้งที่การเติบโตของคริสตจักรไม่ควรวัดจากความรวดเร็วหรือสิ่งที่มองเห็นได้เพียงอย่างเดียว

อ.จอช สรุปว่า พันธกิจต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า "ความเร็วแห่งความสัตย์ซื่อ" (Speed of Faithfulness) พร้อมกล่าวว่า "สิ่งที่คงทนถาวรไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว" (What lasts does not come fast)

เขาเปรียบเทียบการสร้างคริสตจักรกับงานที่ต้องอาศัยความพากเพียร และเน้นย้ำถึงความจำเป็นของมิชชันนารีที่มีความผูกพันกับคริสตจักรท้องถิ่น เข้าใจชีวิตและการทำงานของคริสตจักรจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่เพียงมีความสามารถด้านการจัดการโครงการหรือการเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมเท่านั้น


อ.จอช แมนลีย์ ชวนผู้เข้าร่วมทบทวนประวัติศาสตร์พันธกิจคริสเตียน ก่อนพิจารณาความท้าทายในปัจจุบันและแนวทางสำหรับอนาคต

การกำหนดนิยามมิชชันนารีให้ชัดเจน

ในช่วงบ่าย อ.แม็ก สไตลส์ นำการสนทนากลุ่มย่อยหัวข้อ "Who is a Missionary?" โดยชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการคิดว่าทุกฝ่ายกำลังพูดถึงสิ่งเดียวกัน ทั้งที่อาจมีความเข้าใจเกี่ยวกับข่าวประเสริฐและพันธกิจแตกต่างกัน

เขากล่าวว่า "ข่าวประเสริฐที่ถูกทึกทักเอาเอง จะกลายเป็นข่าวประเสริฐที่สูญหายในไม่ช้า... และการคิดเอาเองในเรื่องพันธกิจ ก็จะทำให้เราสูญเสียง่ายๆ เช่นกัน"

อ.แม็ก ยกบทเรียนจากสภาไนเซีย ค.ศ. 325 ซึ่งความขัดแย้งทางเทววิทยาเกี่ยวข้องกับความแตกต่างของถ้อยคำภาษากรีกเพียงเล็กน้อย เพื่อชี้ให้เห็นว่าความแม่นยำในการใช้คำและการกำหนดความหมายมีความสำคัญต่อความเชื่อ นอกจากนี้ เขายังเปรียบเทียบกับการนำทางเครื่องบินขนาดเล็กในอดีตที่ไม่มีระบบ GPS ซึ่งนักบินต้องตรวจสอบเข็มทิศอย่างสม่ำเสมอ เพราะความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่องศาอาจทำให้เดินทางผิดทิศไปไกลได้

จากนั้น เขานำเสนอแถลงการณ์นิยามมิชชันนารีของ Great Commission Council ซึ่งพัฒนาขึ้นจากการทำงานร่วมกันของมิชชันนารีประมาณ 60 คนตลอด 3 ปี โดยระบุว่า

"คริสตจักรท้องถิ่นส่งมิชชันนารี ผู้เป็นผู้ติดตามพระเยซูอย่างสัตย์ซื่อ ออกไปสู่ชนชาติต่างๆ พวกเขาข้ามกำแพงวัฒนธรรมที่สำคัญ เช่น ด้านภาษาหรือภูมิศาสตร์ เพื่อเชื่อฟังและทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จ มิชชันนารีสร้างสาวกผ่านการประกาศข่าวประเสริฐและสั่งสอนผู้เชื่อใหม่ให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่พระเยซูทรงสอน โดยเริ่มต้นที่บัพติศมา เป้าหมายสูงสุดของมิชชันนารีคือการปลูกและเสริมสร้างคริสตจักรท้องถิ่นของชนพื้นเมืองที่มีสุขภาพดี เพื่อการสรรเสริญและพระสิริของพระเจ้า"

อ.แม็ก ยังตั้งคำถามให้ผู้ร่วมประชุมพิจารณา เช่น ผู้ที่ประกาศข่าวประเสริฐในร้านกาแฟโดยไม่ได้ข้ามกำแพงวัฒนธรรมจะเข้าข่ายมิชชันนารีหรือไม่ และผู้ที่ทำพันธกิจนักศึกษาเป็นเวลาหลายสิบปีโดยไม่มีเป้าหมายปลูกคริสตจักรท้องถิ่นควรได้รับการนิยามอย่างไร การสนทนาดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมพิจารณาความหมายและขอบเขตของการเป็นมิชชันนารีอย่างจริงจัง


"เป้าหมายสูงสุดของมิชชันนารีคือการปลูกและเสริมสร้างคริสตจักรท้องถิ่นของชนพื้นเมืองที่มีสุขภาพดี เพื่อการสรรเสริญและพระสิริของพระเจ้า" อ.แม็ก สไตลส์ 

บรรยายของมาร์ก เดเวอร์: พระมหาบัญชากับการสร้างสาวกและคริสตจักร

ในช่วงค่ำ อ.มาร์ก เดเวอร์ ศิษยาภิบาลคริสตจักร Capitol Hill Baptist Church ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และประธานกิตติมศักดิ์ขององค์กร 9Marks ได้แบ่งปันจากมัทธิว 28:16-20 ในหัวข้อ "A Mission for the Church"

เขาตั้งคำถามว่า พระเยซูทรงหมายถึงอะไรเมื่อประทานพระมหาบัญชา และอธิบายผ่านประเด็นหลักที่เชื่อมโยงพระมหาบัญชากับการสร้างสาวกและการปลูกคริสตจักรท้องถิ่น

อ.มาร์ก ชี้ว่า คำกริยาหลักในพระมหาบัญชาคือ "จงสร้างสาวก" ส่วนการออกไป การให้บัพติศมา และการสั่งสอนเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้พระบัญชานี้สำเร็จ เขาอธิบายว่าการปลูกคริสตจักรท้องถิ่นเป็นผลตามธรรมชาติของการเชื่อฟังพระมหาบัญชา เพราะผู้เชื่อใหม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลและเติบโตในชุมชนแห่งความเชื่อ ไม่ใช่ถูกปล่อยให้อยู่เพียงลำพังหลังจากรับฟังข่าวประเสริฐ

เขายังเชื่อมโยงประเด็นนี้กับภาพรวมของพระคัมภีร์ ตั้งแต่ปฐมกาลจนถึงวิวรณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นแผนการของพระเจ้าผ่านชุมชนประชากรของพระองค์ ตั้งแต่อาดัม โนอาห์ อับราฮัม และชนชาติอิสราเอล ไปจนถึงภาพผู้คนจากทุกชาติ ทุกเผ่า ทุกภาษา ที่ยืนอยู่หน้าพระบัลลังก์ในวิวรณ์ 7:9

อ.มาร์ก กล่าวถึงการที่พระคริสต์ทรงตั้งคริสตจักร ทรงสละพระชนม์เพื่อคริสตจักร และประทานสิทธิอำนาจแก่คริสตจักรท้องถิ่น โดยอ้างถึงกิจการ 20:28 และมัทธิวบทที่ 16 และ 18 เขาเน้นว่าคริสตจักรไม่ใช่สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของพระราชกิจของพระเจ้า

เมื่อพิจารณาหนังสือกิจการ อ.มาร์ก ชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์คริสตจักรยุคแรกเป็นเรื่องราวของการประกาศข่าวประเสริฐและการปลูกคริสตจักร ตั้งแต่เยรูซาเล็มไปจนถึงกรุงโรม เขาย้ำว่าการประเมินพันธกิจไม่ควรจำกัดอยู่ที่จำนวนผู้รับเชื่อหรือรายงานตัวเลข แต่ต้องพิจารณาสุขภาพของคริสตจักรและการดูแลผู้เชื่อด้วย

เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า "พระเจ้าต้องการ ‘สาวก’ ไม่ใช่แค่เพียง ‘การตัดสินใจรับเชื่อ’ (God wants disciples, not merely decisions)"

อ.มาร์ก เตือนถึงอันตรายของการสร้างสถิติการรับเชื่อที่ไม่สะท้อนความเชื่อที่แท้จริง โดยชี้ว่าการสร้างสาวกไม่ได้หมายถึงเพียงการตอบสนองทางอารมณ์หรือการท่องจำคำสอน แต่หมายถึงชีวิตที่เรียนรู้และเชื่อฟังพระเยซูร่วมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในคริสตจักร

เขาสรุปว่า ในยุคที่ผู้คนไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าด้วยตาเนื้อ การสำแดงพระสิริ สติปัญญา และความรักของพระคริสต์ผ่านชุมชนที่รักและรับใช้กันในคริสตจักรท้องถิ่น เป็นพยานสำคัญต่อโลก ซึ่งเขาเรียกว่า "การประกาศผ่านการสำแดงชีวิตของคริสตจักร" (Display Evangelism)

การบรรยายวันแรกจึงเน้นการกลับมาพิจารณารากฐานของพันธกิจ โดยให้ความสำคัญกับคริสตจักรท้องถิ่น การสร้างสาวก และความสัตย์ซื่อต่อพระคัมภีร์ มากกว่าการมุ่งเน้นตัวเลขหรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว


อ.มาร์ก เดเวอร์ ศิษยาภิบาลคริสตจักร Capitol Hill Baptist Church ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และประธานกิตติมศักดิ์ขององค์กร  9Marks

วันที่ 2: การส่งมิชชันนารี การประเมินความพร้อม และการดูแลผู้รับใช้

วันที่สองเริ่มต้นด้วยการบรรยายของ อ.มาร์ก เดเวอร์ จากกิจการ 13:1-52 ในหัวข้อ "The Antioch Model - A Church that Sends its Best" ซึ่งเน้นบทบาทของคริสตจักรท้องถิ่นในการอธิษฐาน ประเมิน และส่งมิชชันนารีออกไปทำพันธกิจ

เขาชี้ให้เห็นว่า การเดินทางพันธกิจข้ามวัฒนธรรมครั้งสำคัญของคริสตจักรยุคแรกไม่ได้เริ่มต้นจากความปรารถนาส่วนตัวของผู้ที่จะออกไปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นท่ามกลางการอธิษฐานและการอดอาหารของผู้นำคริสตจักรในอันทิโอก ก่อนที่พระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงเรียกบารนาบัสและเปาโลออกไปทำงานที่พระองค์ทรงมอบหมาย

อ.มาร์ก กล่าวว่า "การทรงเรียกและพันธกิจของคริสตจักร ไม่ได้กำเนิดขึ้นเพียงจากความปรารถนาส่วนบุคคลที่อยากจะไป แต่เริ่มต้นในแผนการของพระเจ้า และผ่านการยอมรับและนำโดยคณะผู้ปกครองของคริสตจักรท้องถิ่น"

นอกจากนี้ เขายังอธิบายคำเทศนาของเปาโลที่เมืองอันทิโอกในแคว้นปิสิเดีย โดยเน้นว่าข่าวประเสริฐประกาศการอภัยบาปและความชอบธรรมผ่านการรับโทษแทนของพระคริสต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมบัญญัติของโมเสสไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ และกล่าวถึงการที่ข่าวประเสริฐขยายไปสู่คนต่างชาติตามพระประสงค์ของพระเจ้า

ในช่วงเดียวกัน อ.มาร์ก ได้กล่าวถึงหนังสือ What Is the Mission of the Church? ซึ่งเขียนร่วมกันโดย อ.เกร็ก กิลเบิร์ต และเควิน เดอยัง โดยระบุว่า แม้หนังสือจะเขียนขึ้นเพื่อตอบคำถามในบริบทอเมริกาเมื่อ ค.ศ. 2010 แต่ประเด็นหลักยังมีความสำคัญต่อการสนทนาเรื่องพันธกิจในปัจจุบัน


โมเดลคริสตจักรอันทิโอก: คริสตจักรที่ส่งผู้รับใช้ออกไป

ทำไมคริสตจักรที่ดีจึงส่งมิชชันนารีที่ไม่พร้อม?

การเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ "Why Do Good Churches Send Bad Missionaries?" ดำเนินรายการโดย อ.จอช แมนลีย์ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ไบรอัน พาร์กส์, แบลร์ บอยด์, แมทธิว, และโบรา จัง ศิษยาภิบาลชาวกัมพูชา

ผู้ร่วมเสวนากล่าวถึงปัญหาที่คริสตจักรบางแห่งให้น้ำหนักกับความรู้สึกส่วนตัวของผู้สมัครที่ต้องการเป็นมิชชันนารีมากกว่าการพิจารณาคุณสมบัติตามพระคัมภีร์ เมื่อคริสตจักรไม่กล้าทักท้วงหรือประเมินความพร้อมอย่างจริงจัง ผู้สมัครบางคนอาจออกไปหาคริสตจักรอื่นที่ยินดีส่งตนแทน แล้วเดินสายหาทุนสนับสนุนด้วยตนเอง ซึ่งเรียกว่า "Sending Church Hunting"

แบลร์ บอยด์ แบ่งปันประสบการณ์การทำงานในตะวันออกกลางว่า เขาต้องใช้เวลาและพลังงานจำนวนมากในการดูแลและสร้างสาวกให้แก่มิชชันนารีที่ยังไม่พร้อม ส่งผลให้เวลาที่ควรใช้กับพันธกิจหลักลดลง เขายังตั้งคำถามถึงมาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างการสนับสนุนพันธกิจในต่างประเทศกับสิ่งที่คริสตจักรจะยอมรับให้เกิดขึ้นภายในคริสตจักรของตนเอง

ขณะที่โบรา จัง สะท้อนประสบการณ์ในกัมพูชา โดยกล่าวว่า "ตลอด 15 ปีที่เป็นศิษยาภิบาลในกัมพูชา ไม่เคยมีศิษยาภิบาลหรือคริสตจักรผู้ส่งจากตะวันตกติดต่อมาหาผมเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับกัมพูชา ก่อนที่จะส่งมิชชันนารีเข้ามาในประเทศเลยแม้แต่ครั้งเดียว"

ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการปรึกษาหารือกับคริสตจักรในพื้นที่ก่อนส่งมิชชันนารีเข้าไปทำงาน เพื่อให้การรับใช้สอดคล้องกับบริบทจริงและตอบสนองความต้องการของคริสตจักรท้องถิ่น

ผู้ร่วมเสวนายังเน้นว่า คริสตจักรผู้ส่งควรประเมินความสัตย์ซื่อ คุณลักษณะชีวิต และความพร้อมของผู้รับใช้ ไม่ใช่กดดันให้แสดงผลลัพธ์ผ่านตัวเลขอย่างเร่งด่วนจนเกิดแรงจูงใจที่ไม่เหมาะสม


การเสวนาโต๊ะกลมหัวข้อ "ทำไมคริสตจักรที่ดีจึงส่งมิชชันนารีที่ไม่พร้อม?"

ทำไมมิชชันนารีจึงออกจากสนามพันธกิจ?

การเสวนาอีกหัวข้อหนึ่งคือ "Why Do Missionaries Leave the Field?" โดย อ.จอช แมนลีย์ ร่วมกับไมเคิล เดอฟัสก์, ลีนน์ สไตลส์, เดฟ เฟอร์แมน และเคที สมิธ ซึ่งพิจารณาสาเหตุที่มิชชันนารีต้องออกจากสนามพันธกิจและความรับผิดชอบของคริสตจักรผู้ส่งในการดูแลผู้รับใช้

เดฟ เฟอร์แมน ศิษยาภิบาลคริสตจักร Redeemer Church ในดูไบ ซึ่งเผชิญกับอาการเจ็บป่วยทางระบบประสาทที่แขนทั้งสองข้างมาเป็นเวลานานกว่า 18 ปี แบ่งสาเหตุสำคัญออกเป็น 5 กลุ่ม ซึ่งเรียกว่า "5 Ds"

กลุ่มแรกคือ Discouragement หรือความท้อใจ ซึ่งอาจเกิดจากการไม่เห็นผลลัพธ์ของงานหรือภาวะหมดไฟ กลุ่มที่สองคือ Disgruntled หรือ Conflict หมายถึงความขัดแย้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสมาชิกในทีม ซึ่งเฟอร์แมนระบุว่าเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้มิชชันนารีออกจากสนาม กลุ่มที่สามคือ Disconnected หรือ Lonely หมายถึงความโดดเดี่ยวจากการขาดทีมสนับสนุน คริสตจักรหนุนหลัง หรือทรัพยากรที่เพียงพอ กลุ่มที่สี่คือ Distracted หมายถึงการเบี่ยงเบนไปทำสิ่งอื่นจนสูญเสียเป้าหมายหลัก และกลุ่มสุดท้ายคือ Disqualified หมายถึงการขาดคุณสมบัติในการรับใช้จากการตกในบาปหรือการละทิ้งความเชื่อ

เคที สมิธ ซึ่งเคยรับใช้เป็นมิชชันนารีในเอเชียใต้นาน 11 ปี เล่าถึงการได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้ออกจากประเทศภายใน 6 วัน ขณะที่ไมเคิล เดอฟัสก์ เล่าถึงการถูกห้ามเข้าประเทศตุรกีหลังจากรับใช้มา 9 ปี โดยเขาใช้เวลา 8 เดือนสุดท้ายก่อนวีซ่าหมดอายุจัดระบบฝึกงานอย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมผู้นำคริสตจักรท้องถิ่น 4 คนให้พร้อมรับผิดชอบงานต่อไป

ข้อคิดสำคัญจากการเสวนาคือ "การออกจากสนาม ไม่เท่ากับ ความล้มเหลว" และแนวคิด "ความอ่อนแอคือวิถีทางของพระเจ้า" (Weakness is the way) ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพันธกิจไม่ได้ดำเนินไปด้วยความสามารถของมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพึ่งพาพระเจ้าและยอมรับข้อจำกัดของผู้รับใช้

ผู้ร่วมเสวนาเรียกร้องให้คริสตจักรผู้ส่งมีระบบดูแลมิชชันนารีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดช่วงเวลาพักฟื้นหรือลาหยุดแบบ Sabbatical เตรียมการรับฟังและดูแลผู้รับใช้เมื่อจำเป็นต้องกลับบ้าน เพื่อให้การออกจากสนามไม่กลายเป็นการถูกทอดทิ้งจากชุมชนความเชื่อที่ส่งพวกเขาไป

การปกครองคริสตจักรข้ามวัฒนธรรม: รูปแบบเดียวหรือหลากหลาย?

ในช่วงค่ำ มีการจัดโต้วาทีในหัวข้อ "One Model or Many? Church Polity Across Cultures" ระหว่าง อ.เอแวน เบิร์นส์ นักศาสนศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ อ.มาร์ก คอลลินส์ ศิษยาภิบาลที่มีประสบการณ์รับใช้คริสตจักรใต้ดินในเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลา 25 ปี

อ.เอแวน เสนอกรอบการพิจารณาคำสั่งในพระคัมภีร์หลายระดับ ได้แก่ คำสั่งโดยตรง นัยที่พระคัมภีร์บ่งชี้ การอนุมาน หลักการที่ใช้ได้ในทุกยุคสมัย และการประยุกต์ใช้ตามบริบท โดยเน้นว่าผู้รับใช้จำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างหลักการในพระคัมภีร์กับวิธีนำหลักการนั้นไปใช้ในบริบทที่หลากหลาย เช่น ในกลุ่มชนเผ่าหรือชุมชนที่ผู้คนไม่รู้หนังสือ

เขากล่าวว่า "ความชัดเจนคือศัตรูของความผิดพลาด (Clarity is the enemy of error) การประยุกต์ใช้ตามบริบทไม่ใช่เรื่องของความสร้างสรรค์ แต่คือเรื่องของการสอนความจริงอย่างชัดเจน"

ด้าน อ.มาร์ก ยืนยันว่า พระคัมภีร์ใหม่ได้วางองค์ประกอบพื้นฐานของการปกครองคริสตจักรไว้อย่างชัดเจน เช่น สมาชิกภาพคริสตจักรที่ระบุตัวตนได้ คณะผู้ปกครองที่เป็นชายหลายคน วินัยคริสตจักร พิธีบัพติศมา และพิธีมหาสนิท

แม้ทั้งสองฝ่ายมีมุมมองต่างกันเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้รูปแบบการปกครองคริสตจักรในบริบทต่างๆ แต่ต่างเห็นพ้องกันว่า พระวจนะของพระเจ้าต้องมีสิทธิอำนาจสูงสุดเหนือแนวคิดที่มุ่งประสิทธิภาพหรือข้อกำหนดทางวัฒนธรรม


การจัดโต้วาทีในหัวข้อ "การปกครองคริสตจักรข้ามวัฒนธรรม: รูปแบบเดียวหรือหลากหลาย?"

วันที่ 3: การปรับตัวตามบริบท การรักษาความบริสุทธิ์ของข่าวประเสริฐ และบทบาทคริสตจักรผู้ส่ง

การปรับตัวตามบริบทโดยไม่ประนีประนอมความจริง

ในวันสุดท้าย อ.มาร์ก คอลลินส์ เทศนาจาก 1 โครินธ์ 9 และกิจการ 17 เกี่ยวกับการปรับตัวตามบริบท (Contextualization) โดยอธิบายถึงความจำเป็นในการสื่อสารข่าวประเสริฐให้ผู้ฟังจากวัฒนธรรมที่แตกต่างเข้าใจได้ โดยไม่เปลี่ยนแปลงความจริงในพระคัมภีร์

เขาให้นิยามการปรับตัวตามบริบทว่า "การปรับการแสดงออกและข้อปฏิบัติในพระคัมภีร์ให้เข้ากับผู้ฟัง เพื่อให้เข้าใจง่ายและดึงดูดใจที่สุด โดยไม่ยอมประนีประนอมความจริงเลยแม้แต่น้อย"

อ.มาร์ก กล่าวว่า มิชชันนารีสามารถปรับวิถีชีวิตและวิธีสื่อสารเพื่อเข้าถึงผู้คนต่างวัฒนธรรมได้ แต่ต้องมีขอบเขตที่ไม่อาจประนีประนอม ได้แก่ ความจริงเรื่องบาป การกลับใจใหม่ สิทธิอำนาจของพระคัมภีร์ และรากฐานของคริสตจักรท้องถิ่น

ประเด็นนี้สะท้อนความจำเป็นในการแยกแยะระหว่างการปรับวิธีสื่อสารเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ กับการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของข่าวประเสริฐเพื่อให้สอดคล้องกับความคาดหวังทางวัฒนธรรม


"การสื่อสารข่าวประเสริฐให้ผู้ฟังจากวัฒนธรรมที่แตกต่างเข้าใจได้ โดยไม่เปลี่ยนแปลงความจริงในพระคัมภีร์" อ.มาร์ก คอลลินส์ 

เมื่อวิธีทำพันธกิจเบี่ยงเบนจากข่าวประเสริฐ

การเสวนาโต๊ะกลมครั้งสุดท้ายในหัวข้อ "Movements, Methods and Mess" ดำเนินรายการโดยไรอัน โรเบิร์ตสัน ร่วมกับไบรอัน แม็กเคนนา, มาร์วาน อาบูล-เซลอฟ และเจบี สโตกส์ โดยพิจารณาขบวนการพันธกิจร่วมสมัย เช่น Disciple Making Movements (DMM) และ Church Planting Movements (CPM)

ไบรอัน ระบุว่า แม้งานพันธกิจจะมีความเร่งด่วน แต่ความเร่งด่วนไม่ควรกลายเป็นความลนลานจนหันไปพึ่งพาวิธีการของมนุษย์เพื่อเร่งผลลัพธ์ การเน้นความเร็วและตัวเลขอย่างสุดโต่งอาจนำไปสู่การผสมผสานความเชื่อกับแนวคิดอื่น (Syncretism) หรือทำให้เนื้อหาของข่าวประเสริฐถูกลดทอนลง

เขากล่าวเตือนว่า "ข่าวประเสริฐจะเป็นข่าวดีได้ก็ต่อเมื่อมันไปถึงสนามในสภาพที่ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วย... หากสิ่งที่คุณส่งไปอย่างรวดเร็วไม่ใช่ข่าวประเสริฐที่แท้จริง สิ่งนั้นก็ไร้ความหมาย"

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธวิธีการหรือยุทธศาสตร์ใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการตรวจสอบว่าวิธีการเหล่านั้นยังคงรักษาเนื้อหาของข่าวประเสริฐและสอดคล้องกับหลักพระคัมภีร์หรือไม่

มาร์วาน อาบูล-เซลอฟ แบ่งปันว่า ในเลบานอนเขาเคยเจอมุสลิมที่รับเชื่อใหม่ ยอมจ่ายราคาถูกข่มเหง แต่เมื่อสร้างสาวกไปได้สักพักกลับพบว่า ผู้เชื่อใหม่คนนั้นไม่รู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า นี่คือผลของการเร่งรีบทำยอดผู้รับเชื่อจนละเลยความจริงพื้นฐานทางศาสนศาสตร์

ขณะที่ เจบี สโตกส์ ซึ่งรับใช้ในอินเดีย เสริมว่ายุทธศาสตร์ที่เน้นการขยายตัวเร่งด่วนแบบ "ครอกกระต่าย" (Rabbit church model) ผลคือมีผู้คนจำนวนมากเคยได้รับการบัพติศมาในขบวนการเร่งด่วนเหล่านี้ แต่เมื่อไม่มีคริสตจักรที่มั่นคงอภิบาล พวกเขาก็เลิกเชื่อ และกลายเป็นคนที่มี "ภูมิคุ้มกันต่อข่าวประเสริฐ" (Inoculated to the gospel) คือรู้สึกว่าตนเองเคยลองเชื่อพระเยซูมาแล้วแต่ไม่ได้ผล

วิทยากรทุกคนเชื่อมั่นว่า วงการพันธกิจกำลังขยับออกจากยุคของยุทธศาสตร์ขบวนการเร่งด่วน เข้าสู่ยุคแห่งการฟื้นฟูพันธกิจที่มีคริสตจักรท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง (Age of Church-Centered Missions) อย่างแท้จริง


เสวนาโต๊ะกลมเกี่ยวกับการขับเคลื่อนขบวนการพันธกิจร่วมสมัย

เก้าสิ่งที่คริสตจักรผู้ส่งควรรับผิดชอบ

ในช่วงบ่าย มีการประชุมกลุ่มย่อยหลากหลายหัวข้อ โดยหัวข้อใหญ่คือสำหรับคริสตจักรผู้ส่งมิชชันนารี (Sending Churches Interest Group) นำโดยแบลร์ บอยด์, แทนเนอร์ และ อ.แม็ก สไตลส์ โดยนำเสนอหัวข้อ "9 Things Sending Churches Should Own" ซึ่งระบุความรับผิดชอบสำคัญ 9 ประการของคริสตจักรท้องถิ่นในการส่งมิชชันนารี

ประการแรกคือ Mobilization หรือการกระตุ้นและเตรียมสมาชิกให้มีส่วนร่วมในพันธกิจด้วยตนเอง ไม่มอบหมายหน้าที่นี้ให้แก่องค์กรภายนอกทั้งหมด ประการที่สองคือ Training การฝึกอบรมด้านเทววิทยาและคุณลักษณะชีวิต ประการที่สามคือ Assessment การประเมินความพร้อมจากชีวิตจริง ไม่ใช่อาศัยเพียงความรู้สึกอยากไป ประการที่สี่คือ Sacrifice การยอมเสียสละเพื่อส่งผู้รับใช้ที่มีคุณสมบัติและสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็น

ประการที่ห้าคือ Task การกำหนดเป้าหมายพันธกิจที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์ ประการที่หกคือ Relationship การรักษาความสัมพันธ์และติดตามชีวิตของมิชชันนารี ประการที่เจ็ดคือ Care การอภิบาลและช่วยเหลือเมื่อเผชิญวิกฤต ประการที่แปดคือ Ongoing Assessment การประเมินความสัตย์ซื่อและการทำงานอย่างต่อเนื่องในสนาม และประการที่เก้าคือ The End การวางแผนดูแลเมื่อมิชชันนารีสิ้นสุดภารกิจและกลับบ้าน

ผู้ร่วมประชุมยังเน้นว่าคริสตจักรขนาดเล็กสามารถมีส่วนร่วมในการส่งมิชชันนารีได้ โดยร่วมมือกับคริสตจักรอื่นเพื่อรวบรวมทรัพยากร (Pooling Resources) และสร้างเครือข่ายอธิษฐานที่สนับสนุนพันธกิจอย่างสม่ำเสมอ

แนวทางนี้ชี้ให้เห็นว่าการส่งมิชชันนารีไม่ใช่เพียงการจัดหาทุนหรือส่งคนออกไปเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบระยะยาวของคริสตจักร ตั้งแต่การเตรียมตัว การประเมินความพร้อม การดูแลระหว่างรับใช้ ไปจนถึงการช่วยเหลือเมื่อผู้รับใช้ต้องกลับบ้าน

คำเทศนาปิด: ข่าวประเสริฐ คริสตจักร และการทรงเรียกไปยังชนชาติต่างๆ

การประชุมปิดท้ายด้วยการบรรยายของ อ.แม็ก สไตลส์ ในหัวข้อ "The Gospel, the Church, and Our Call to the Nations" จากมัทธิว 28:16-20 โดยสรุปหัวใจสำคัญของพันธกิจไว้ 3 ประการ ได้แก่ ความสำคัญสูงสุดของข่าวประเสริฐ (Gospel Primacy) ซึ่งหมายถึงการให้ข่าวประเสริฐอยู่ในคำประกาศของมิชชันนารีเสมอ ความบริสุทธิ์ของข่าวประเสริฐ (Gospel Purity) ซึ่งหมายถึงการไม่บิดเบือนข่าวประเสริฐเพื่อแลกกับการยอมรับทางวัฒนธรรม และความกล้าหาญในการประกาศ (Gospel Boldness) ซึ่งหมายถึงการไม่หลีกเลี่ยงคำสอนเรื่องบาปและการพิพากษา

อ.แม็ก ย้ำว่าคริสตจักรท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการประเมินและส่งมิชชันนารีตามพระมหาบัญชา โดยกล่าวว่า

"การทรงเรียกเป็นมิชชันนารี ไม่ใช่เรื่องของการถือไพ่เหนือกว่าผู้อื่น แต่คำถามที่ถูกต้องคือ ‘คริสตจักรและคณะผู้ปกครองของฉันคิดอย่างไรกับการที่ฉันจะไปเป็นมิชชันนารี?’ เพราะคริสตจักรท้องถิ่นคือผู้ประเมินและส่งออกไป"

คำกล่าวนี้สะท้อนแนวคิดหลักของการประชุมว่า การเป็นมิชชันนารีไม่ควรตั้งอยู่บนความต้องการส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ควรผ่านการพิจารณาและการรับรองจากคริสตจักรท้องถิ่น ซึ่งมีหน้าที่ร่วมรับผิดชอบต่อการเตรียมความพร้อมและการดูแลผู้รับใช้


บรรยายปิดการประชุมในหัวข้อ "ข่าวประเสริฐ คริสตจักร และการทรงเรียกของเราสู่ประชาชาติทั้งหลาย" โดย อ.แม็ก สไตลส์

ความคาดหวังหลังการประชุมและกำหนดการครั้งต่อไป

หลังปิดการประชุม อ.แดนนี เดวิสัน ผู้อำนวยการจัดงาน กล่าวถึงความคาดหวังว่า "เราหวังว่าคริสตจักรท้องถิ่นทั่วโลกจะได้รับการติดอาวุธและเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้น ในการส่งมิชชันนารีที่มีสุขภาพฝ่ายวิญญาณเข้มแข็ง เข้าใจบทบาทคริสตจักร และรักคริสตจักรท้องถิ่นออกไปสู่ชนชาติต่างๆ"

ด้าน อ.แม็ก สไตลส์ ฝากข้อคิดถึงคริสตจักรทั่วโลก รวมถึงคริสตจักรในประเทศไทยว่า "การทำพันธกิจพระมหาบัญชาไม่ใช่เรื่องตัวเลือก แต่เป็นคำสั่งของพระเยซู แม้คริสตจักรไทยจะเป็นชนกลุ่มน้อยและต้องใช้เวลาในการเตรียมความพร้อม แต่ทุกคริสตจักรควรสอนและตั้งเป้าหมายร่วมกันในการสัตย์ซื่อต่อพระมหาบัญชา"

ผู้จัดงานประกาศว่า Great Commission Congress ครั้งต่อไปจะจัดขึ้นใน ค.ศ. 2028 ณ กรุงทบิลิซี ประเทศจอร์เจีย เพื่อสานต่อการสนทนาและส่งเสริมให้คริสตจักรท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการทำพันธกิจโลกอย่างต่อเนื่อง




การกลับสู่รากฐานพระคัมภีร์และบทบาทคริสตจักรท้องถิ่น

ตลอด 3 วันของการประชุม Great Commission Congress Bangkok ’26 ประเด็นที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องคือ การให้คริสตจักรท้องถิ่นกลับมาอยู่ในศูนย์กลางของการส่งและดูแลมิชชันนารี การรักษาความชัดเจนและความบริสุทธิ์ของข่าวประเสริฐ และการสร้างสาวกที่เติบโตในการเชื่อฟังพระเยซู มากกว่าการวัดความสำเร็จจากจำนวนผู้รับเชื่อหรือความเร็วของการขยายงานเพียงอย่างเดียว

การประชุมยังชี้ให้เห็นว่า คริสตจักรผู้ส่งมีความรับผิดชอบต่อมิชชันนารีตั้งแต่การประเมินและฝึกอบรม การสนับสนุนระหว่างรับใช้ ไปจนถึงการดูแลเมื่อเกิดวิกฤตหรือจำเป็นต้องกลับบ้าน ขณะเดียวกัน คริสตจักรขนาดเล็กก็สามารถมีส่วนร่วมในพันธกิจโลกผ่านความร่วมมือ การแบ่งปันทรัพยากร และการอธิษฐานร่วมกัน







________________________________________

ติดตาม CGN Thai News ข่าวสารสำหรับคริสเตียนไทย ได้ทาง Facebook