การบรรยายหลัก: นำคริสตจักรกลับสู่หัวใจของพันธกิจ
ในการบรรยายหัวข้อ "Returning the Churches to the Heart of the Mission" อ.จอช แมนลีย์ ชวนผู้เข้าร่วมทบทวนประวัติศาสตร์พันธกิจคริสเตียน ก่อนพิจารณาความท้าทายในปัจจุบันและแนวทางสำหรับอนาคต
เขากล่าวว่า การกลับมาให้ความสำคัญกับคริสตจักรท้องถิ่นไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธประวัติศาสตร์ แต่เป็นการสืบต่อจากผู้รับใช้รุ่นก่อน ตั้งแต่ วิลเลียม แครี ใน ค.ศ. 1792 ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสมาคมมิชชันนารีแบ๊บติสต์แห่งแรก ฮัดสัน เทย์เลอร์ ผู้ก่อตั้ง China Inland Mission และผู้บุกเบิกการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการประชุมและขบวนการพันธกิจสำคัญ เช่น การประชุมนักศึกษาเอดินบะระ ค.ศ. 1910 ขบวนการนักศึกษาเออร์บานา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การประชุมเบอร์ลิน ค.ศ. 1966 ภายใต้คำขวัญ "One race, one gospel, one task" และการประชุมนานาชาติว่าด้วยการประกาศข่าวประเสริฐที่เมืองโลซานน์ ค.ศ. 1974 ซึ่งนำโดยบิลลี เกรแฮม และจอห์น สตอตต์
สำหรับความท้าทายในปัจจุบัน อ.จอช ใช้คำว่า "Mission Creep" อธิบายภาวะที่เป้าหมายของงานค่อยๆ เบี่ยงเบนจากวัตถุประสงค์ดั้งเดิม พร้อมอ้างถึง 1 ทิโมธี 3:14-15 ซึ่งกล่าวถึงคริสตจักรในฐานะเสาหลักและรากฐานแห่งความจริง ก่อนตั้งคำถามสำคัญสองประการ
คำถามแรกคือ "เรากำลังถอดคริสตจักรออกจากศูนย์กลางหรือไม่?" (Have we decentered the church?) อ.จอช อธิบายว่า องค์กรพันธกิจถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการทำงาน แต่ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือ บทบาทด้านการดูแลอภิบาลและการกำกับดูแลมิชชันนารีค่อยๆ ย้ายไปอยู่กับองค์กร ขณะที่คริสตจักรท้องถิ่นเหลือเพียงบทบาทผู้สนับสนุนเงินทุนหรือผู้ติดตามอยู่ห่างๆ
เขาเปรียบเทียบองค์กรพันธกิจกับบุคลากรกู้ชีพที่ทำงานเคียงข้างแพทย์ โดยคริสตจักรท้องถิ่นเปรียบเสมือนแพทย์ องค์กรพันธกิจจึงควรช่วยสนับสนุนการทำงาน แต่ไม่ควรเข้ามาแทนที่สิทธิอำนาจและบทบาทของคริสตจักร
"องค์กรพันธกิจควรเปรียบเสมือนพนักงานกู้ชีพที่ทำงานเคียงข้างแพทย์ คือคริสตจักรท้องถิ่น แต่ต้องไม่เข้ามาสวมสิทธิอำนาจหรือแทนที่บทบาทของแพทย์"
อ.จอช ยกตัวอย่างอัครทูตเปาโล ซึ่งแม้ได้รับการทรงเรียกจากพระคริสต์ แต่การส่งออกไปทำพันธกิจในกิจการบทที่ 13 ก็เกิดขึ้นผ่านคริสตจักรในอันทิโอก ซึ่งร่วมอธิษฐาน วางมือ และส่งเขาออกไปอย่างเป็นทางการ
คำถามที่สองคือ "เรากำลังลดทอนคุณค่าของคริสตจักรหรือไม่?" (Have we downgraded the church?) เขากล่าวถึงแนวทางพันธกิจที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งลดทอนการฝึกอบรมและการสั่งสอนพระวจนะให้เหลือเพียงการประกาศข่าวประเสริฐเบื้องต้น ทั้งที่การเติบโตของคริสตจักรไม่ควรวัดจากความรวดเร็วหรือสิ่งที่มองเห็นได้เพียงอย่างเดียว
อ.จอช สรุปว่า พันธกิจต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยสิ่งที่เขาเรียกว่า "ความเร็วแห่งความสัตย์ซื่อ" (Speed of Faithfulness) พร้อมกล่าวว่า "สิ่งที่คงทนถาวรไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว" (What lasts does not come fast)
เขาเปรียบเทียบการสร้างคริสตจักรกับงานที่ต้องอาศัยความพากเพียร และเน้นย้ำถึงความจำเป็นของมิชชันนารีที่มีความผูกพันกับคริสตจักรท้องถิ่น เข้าใจชีวิตและการทำงานของคริสตจักรจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่เพียงมีความสามารถด้านการจัดการโครงการหรือการเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมเท่านั้น

อ.จอช แมนลีย์ ชวนผู้เข้าร่วมทบทวนประวัติศาสตร์พันธกิจคริสเตียน ก่อนพิจารณาความท้าทายในปัจจุบันและแนวทางสำหรับอนาคต