Arise Asia 2026 พันธกิจเพื่อความชื่นชมยินดี
งานประชุม Arise Asia 2026 Congress ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 27-31 กรกฎาคม 2026 ได้กลายเป็นจุดรวมพลครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำรุ่นใหม่และนักศึกษากว่า 4,000 คน จาก 54 ประเทศ ภายใต้หัวข้อ "For the Joy" (เพื่อความชื่นชมยินดี) ซึ่งมาจากฮีบรู 12:2 เพื่อระดมกำลังคริสเตียนทั่วเอเชียให้เผชิญกับความท้าทายของพันธกิจพรมแดน (Frontier Missions) และประกาศข่าวประเสริฐแก่กลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังเข้าไม่ถึง
ยุทธศาสตร์ 5 วัน กับ 5 มิติของ "ความชื่นชมยินดี"
ศจ.ดร.เดวิด โร ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร Arise Asia ได้ออกแบบเนื้อหาของงานประชุมอย่างเป็นลำดับ โดยใช้แนวคิดเรื่อง "ความยินดี" ที่พระเยซูคริสต์ทรงยึดมั่นขณะทรงเผชิญกางเขน
วันที่ 1 เพื่อความยินดี (For the Joy) - การตั้งเป้าหมายชีวิตตามความยินดีของพระคริสต์
วันที่ 2 ความยินดีในการติดตามพระเยซู - สำรวจความหมายของการเป็นสาวกในโลกปัจจุบัน
วันที่ 3 ความยินดีในการยอมจำนน ความบริสุทธิ์ และการเสียสละ - เผชิญหน้ากับต้นทุนของการติดตามพระองค์
วันที่ 4 ความยินดีในการบากบั่นอย่างมีเป้าหมาย - ยืนหยัดท่ามกลางการทดลอง
วันที่ 5 ความยินดีแห่งนิรันดร์กาล - มองไปสู่ชัยชนะที่รออยู่เบื้องหน้า
ศจ.ดร.เดวิด โร ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารของ Arise Asia กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุม Arise Asia 2026 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (Christian Daily International)ความจริงที่สะเทือนใจของ "พันธกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น"
บิชอปโนเอล ปันโตฮา ประธานคณะกรรมการ Arise Asia เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังมีประชากรกว่า 3 พันล้านคน หรือประมาณ 40% ของประชากรโลก ที่ยังไม่มีโอกาสได้ยินข่าวประเสริฐอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออก
บิชอปโนเอล ปันโตฮา ผู้อำนวยการแห่งชาติของสภาคริสตจักรโปรเตสแตนต์แห่งฟิลิปปินส์และประธานคณะกรรมการ Arise Asia กล่าวปราศรัยต่อผู้แทนในการเปิดการประชุม Arise Asia 2026 (Christian Daily International)
ด้านเจสัน แมนดริก บรรณาธิการของ Operation World นำเสนอข้อมูลที่สะท้อนสถานการณ์ของโลกว่า ในแต่ละวันมีผู้คนเกิดใหม่ในพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึงข่าวประเสริฐเพิ่มขึ้นราว 34,000 คน โดย 81% ของผู้ที่ไม่ใช่คริสเตียนทั่วโลก ไม่รู้จักผู้เชื่อในพระเยซูเป็นการส่วนตัวแม้แต่คนเดียว
นอกจากนี้ แม้คริสเตียนทั่วโลกจะถวายทรัพย์จำนวนมาก แต่เงินที่ส่งไปสนับสนุนพันธกิจชายแดน (Frontier Missions) กลับมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของเงินถวายทั้งหมด
แมนดริกย้ำว่า เอเชียยังคงเป็นสนามพันธกิจที่สำคัญที่สุด เพราะมีผู้คนราว 1.8 พันล้านคนที่ยังไม่เคยได้รับข่าวประเสริฐ พร้อมกล่าวว่า "การพยายามเพิ่มขึ้นทีละนิดด้วยวิธีเดิม ไม่สามารถลดช่องว่างนี้ได้ เราต้องระดมคริสตจักรทั้งหมดด้วยแนวทางใหม่"
เจสัน แมนดริก บรรณาธิการของ Operation World (Christian Daily International)
ขณะที่ไฮไลต์ของค่ำคืนแรกเป็นการแบ่งปันของแมนนี่ ปาเกียว อดีตแชมป์มวยโลกและผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ได้แบ่งปันการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากอบายมุขมาสู่การยอมจำนนต่อพระคริสต์
เขาหนุนใจให้ผู้เข้าร่วมตั้งเป้าหมายนำวิญญาณเป็นรูปธรรมในแต่ละปี เขากล่าวว่า "เป้าหมายของผมปีนี้คือนำ 2 ดวงวิญญาณเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า และปีหน้าอาจจะเป็น 5 คน"
เขาเตือนว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดคือความทะเยอทะยานและการคิดว่าตนเองดีพอแล้ว
แมนนี่ ปาเกียว ตำนานนักมวยและนักเผยแพร่ศาสนาชาวฟิลิปปินส์หนุนใจให้ผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 4,000 คนจาก 50 ประเทศ ตั้งเป้าหมายในการนำวิญญาณมาสู่พระเจ้าเป็นประจำทุกปี (Christian Daily International)
การรักษาความสัตย์ซื่อ และการไม่เลือก "ความชื่นชมยินดีที่เล็กน้อย"
ศจ.ปีเตอร์ ตัน-ชี ผู้ก่อตั้งคริสตจักร CCF กล่าวเตือนคนรุ่นใหม่ว่า มีผู้นำคริสเตียนเพียงประมาณ 25% เท่านั้นที่สามารถรับใช้จนจบชีวิตอย่างสัตย์ซื่อ (Finish Well)
เขาเน้นว่าอุปนิสัยสำคัญกว่าผลงาน และการอ้างว่ากำลังทำพันธกิจ แต่กลับทำงานในอาชีพอย่างไม่มีคุณภาพ ย่อมส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของข่าวประเสริฐ
อ.ปีเตอร์ ตัน-ชี ผู้ก่อตั้งและศิษยาภิบาลอาวุโสของ Christ's Commission Fellowship หนุนใจให้ผู้นำรุ่นใหม่รับใช้พระเจ้าด้วยความยินดีและจบงานอย่างดี (Christian Daily International)
ขณะที่ อ.เวย์น เฉิน ผู้อำนวยการ Radius Asia ยกเรื่องราวของเกาะเบียม ประเทศปาปัวนิวกินี ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 17 ปี จึงมีพระคัมภีร์ฉบับภาษาแม่เล่มแรก
เขากล่าวว่า คริสเตียนจำนวนมากเลือก "ความยินดีที่เล็กน้อยกว่า" เช่น ความมั่นคงในงาน การเลื่อนตำแหน่ง หรือชีวิตครอบครัวที่สะดวกสบาย จนหลงลืมการทรงเรียกที่ยิ่งใหญ่กว่า พร้อมย้ำว่า "ชีวิตไม่ได้มีไว้เพื่อรับพระพรไปวัน ๆ แต่เราได้รับพระพร เพื่อให้ทางของพระเจ้าเป็นที่รู้จักท่ามกลางประชาชาติ"
อ.เวย์น เฉิน ผู้อำนวยการของ Radius Asia กล่าวให้คริสเตียนรุ่นใหม่แสวงหาความสุขที่เขาอธิบายว่ายิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดๆ ในโลก และนำข่าวประเสริฐไปสู่กลุ่มคนที่ไม่เคยได้รับฟังข่าวประเสริฐมาก่อนทั่วเอเชียและที่อื่นๆ (Christian Daily International)เมื่อพระเจ้าทรง "เงียบ"
หนึ่งในช่วงที่สร้างความประทับใจมากที่สุด คือคำแบ่งปันของแอนดรูว์ บรันสัน มิชชันนารีชาวอเมริกันที่ถูกจำคุกในตุรกีนาน 2 ปี ด้วยข้อกล่าวหาจารกรรม
เขาเล่าว่า ตลอดเวลาที่อยู่ในเรือนจำ เขาไม่ได้เข้มแข็งเหนือธรรมชาติ แต่กลับรู้สึกแตกสลายและเหมือนพระเจ้าทรงทอดทิ้ง
อย่างไรก็ตาม เขาตัดสินใจ "เต้นรำต่อหน้าพระเจ้า" วันละ 5 นาทีในห้องขังเดี่ยว เพื่อเชื่อฟังพระคำที่ให้ชื่นชมยินดีแม้ท่ามกลางการข่มเหง
เขาสรุปว่า "ชัยชนะคือการกล่าวว่า 'ข้าพระองค์รักพระเยซู' แม้ในวันที่พระองค์ทรงเงียบ และปล่อยให้ศัตรูทำร้ายเรา"
แอนดรูว์ บรันสัน มิชชันนารีชาวอเมริกันที่ทำงานมาเป็นเวลา 23 ปีในตุรกี ก่อนถูกจำคุกในข้อหาจารกรรม (Christian Daily International)
ด้านแพทริก ฟุง อดีตผู้อำนวยการองค์การ OMF กล่าวว่า ความยินดีและความทุกข์เป็นสิ่งที่ดำเนินควบคู่กันเสมอ
เขาเตือนว่า ภัยอันตรายที่ใหญ่ที่สุดของคริสตจักรไม่ใช่การข่มเหงจากภายนอก แต่คือข่าวประเสริฐที่ประนีประนอม และความหน้าไหว้หลังหลอกภายในคริสตจักร พร้อมยกกรณีขออานาเนียและสัปฟีราเป็นตัวอย่างว่าความหน้าซื่อใจคดสามารถทำลายคริสตจักรได้ยิ่งกว่าการข่มเหง
"ผู้นำทาง" สำคัญกว่า "แผนที่"
เจมิมา อู๋ มิชชันนารีชาวสิงคโปร์ เล่าประสบการณ์การรับใช้ในพื้นที่กบฏของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
เธอกล่าวว่า มนุษย์มักขอแผนที่หรือแผนชีวิตระยะยาวจากพระเจ้า แต่พระองค์กลับประทานผู้นำทาง คือพระวิญญาณบริสุทธิ์แทน
เธอเล่าถึงเหตุการณ์ที่กบฏคนหนึ่งพยายามทำร้ายทีมมิชชันนารี แต่ศิษยาภิบาลท้องถิ่นกลับบอกว่า "คุกเข่าลง แล้วผมจะอธิษฐานเผื่อวิญญาณของคุณ" ซึ่งกบฏคนนั้นก็ยอมคุกเข่าจริง และเหตุการณ์นั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูในหมู่บ้าน
เธอกล่าวว่า "วุฒิภาวะในอาณาจักรของพระเจ้า ไม่ได้วัดจากการพึ่งพาตนเอง แต่คือการพึ่งพาพระเจ้าอย่างสมบูรณ์"
เจมิมา อู๋ ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Love in Action Mission Global กล่าวให้คริสเตียนรุ่นใหม่ดำเนินชีวิตโดยเน้นการอยู่กับพระเจ้ามากกว่าการมุ่งเน้นเป้าหมาย โดยอิงจากประสบการณ์ด้านการประกาศในเขตความขัดแย้งทางตะวันออกของคองโก (Christian Daily International)เสียงจากแอฟริกา
โจชัว โบกุนโจโก ผู้อำนวยการสากลของคณะโลซานน์ กล่าวถึงบทบาทใหม่ของคริสตจักรแอฟริกา จากผู้รับมิชชันนารีสู่การเป็นผู้ส่ง
เขาเล่าเรื่องคริสตจักรแห่งหนึ่งในเอธิโอเปียตอนใต้ ซึ่งสมาชิกยอมขายเลือดของตนเองเพื่อนำเงินไปส่งมิชชันนารีทดแทนผู้ที่เสียชีวิตในทุ่งนาแห่งการรับใช้
หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งกล่าวว่า "ข้าพเจ้าขายเลือดเพื่อพระองค์ ผู้ทรงหลั่งพระโลหิตเพื่อข้าพเจ้า"
โบกุนโจโกกล่าวท้าทายผู้ร่วมประชุมว่า "การเข้าร่วมในพระราชกิจของพระเจ้า คือการมาเพื่อตาย หากคุณยังไม่พร้อมตายต่อความทะเยอทะยานของตนเอง คุณจะไม่มีวันยืนหยัดจนถึงที่สุด"
โจชัว โบกุนโจโก ผู้อำนวยการระดับโลกฝ่ายภูมิภาคของขบวนการโลซาน และผู้อำนวยการระหว่างประเทศกิตติมศักดิ์ของ SIM (Christian Daily International)อุปสรรคที่แท้จริง คือ "ใจของพี่ชายคนโต"
ลอว์เรนซ์ ตง อดีตผู้อำนวยการ OM International ใช้อุปมาเรื่องบุตรน้อยหลงหาย เพื่ออธิบายว่า "พี่ชายคนโต" คือภาพสะท้อนของผู้ที่อยู่ใกล้พระเจ้า แต่ไม่เข้าใจพระทัยของพระองค์
เขาเล่าประสบการณ์เมื่อถูกขโมยกระเป๋าเอกสารในเวเนซุเอลา และเผลอสาปแช่งคนร้ายว่า "ไปลงนรกเสีย"
แต่พระเจ้าทรงเตือนเขาว่า "ไม่... พ่อต้องการช่วยเขาให้พ้นนรก นั่นคือเหตุผลที่เจ้ามาเป็นมิชชันนารี"
เขาสรุปว่า มีอุปสรรคสำคัญ 4 ประการที่ขัดขวางการประกาศข่าวประเสริฐ ได้แก่ การเห็นแก่ตนเอง การถือตัวว่าชอบธรรม การขาดความเมตตา และการไม่พร้อมสละตนเองเพื่อออกไปรับใช้
สนามพันธกิจในยุคดิจิทัล
ริกกี คิม จาก One Hope กล่าวว่า คำว่า "Christian" สามารถเตือนใจได้ว่า Christ + IAN หรือ "I Am Nothing"
เขาเชิญชวนให้คนรุ่นใหม่สำรวจสิ่งที่ตนบริโภคผ่านโทรศัพท์มือถือ เพราะ "สิ่งที่คุณบริโภค คือสิ่งที่คุณจะแบ่งปัน"
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปพระคัมภีร์ในแต่ละสัปดาห์มากกว่าจำนวนผู้ที่เดินทางไปนมัสการที่คริสตจักรเสียอีก
ขณะเดียวกัน ผู้มีอิทธิพลด้านสื่อดิจิทัลหลายคนได้แบ่งปันประสบการณ์การใช้สื่อออนไลน์เพื่อประกาศข่าวประเสริฐ เช่น การใช้ซีรีส์ The Chosen ในประเทศเกาหลีใต้ และเรื่องราวของมิชชันนารีในอินโดนีเซียที่รอดชีวิตจากการตกหน้าผาสูง 40 เมตร ก่อนใช้โซเชียลมีเดียให้คำปรึกษาจนมีชาวพุทธที่เคยต่อต้านคริสเตียนตัดสินใจเชื่อในพระเจ้า
ริกกี คิม กล่าวถึงความท้าทายแก่ผู้แทนเยาวชนกว่า 4,000 คน ในงานประชุมพิจารณา ว่าพระคริสต์ทรงกำหนดสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาบริโภคและแบ่งปันหรือไม่ (Christian Daily International)"ข้าพระองค์อยู่นี่"
ในค่ำคืนของวันที่ 30 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโครงการ Arise Asia เมื่อซาราห์ บรูเอล มิชชันนารีชาวบราซิลผู้รับใช้ในอิตาลี ได้แบ่งปันข้อความที่สร้างจากคำภาษาฮีบรูเพียงคำเดียวคือ "hineni" (הִנֵּנִי) ซึ่งมีความหมายว่า "ข้าพระองค์อยู่นี่"
เธอได้ไล่เลียงเรื่องราวของบุคคลแห่งความเชื่อในพระคัมภีร์ที่ตอบสนองต่อการเรียกด้วยความพร้อมอย่างไม่มีเงื่อนไข และได้แบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่เธอยอมสละอนาคตในบริษัทข้ามชาติเพื่อไปบุกเบิกคริสตจักรในกรุงโรม
คำท้าทายนี้ส่งผลให้ผู้นำรุ่นใหม่ประมาณ 200 ถึง 300 คน ตัดสินใจก้าวออกมาข้างหน้าเพื่ออุทิศชีวิตให้กับการทำพันธกิจข้ามวัฒนธรรมในระยะยาว (Long-term cross-cultural mission)
ซาราห์ บรูเอล มิชชันนารีชาวบราซิลที่ปฏิบัติงานในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ให้ผู้เข้าร่วมประชุมมีท่าทีพร้อมที่จะตอบรับคำเชิญของพระเจ้าในการเป็นมิชชันนารีอย่างเต็มที่ (Christian Daily International)เราทุกคนอยู่ในโครงการนี้ร่วมกัน
ในวันที่ 31 กรกฎาคม พอล เอเลียต มิชชันนารีและอดีตนักดับเพลิง ได้กล่าวเตือนสติผู้เข้าร่วมให้ระวังความเสี่ยงที่แรงบันดาลใจจากอารมณ์จะจางหายไปเมื่อกลับถึงบ้าน โดยเขาเรียกร้องให้ทุกคนก้าวข้ามจาก "อารมณ์ที่ถูกจุดประกาย" ไปสู่ "ความเชื่อฟังที่ยั่งยืนโดยการทรงนำของพระวิญญาณ"
เพื่อเป็นการสนับสนุนความตั้งใจนี้ Arise Asia ได้เปิดตัว แพลตฟอร์มดิจิทัล ใหม่ที่จะเชื่อมโยงผู้เข้าร่วมกับโอกาสทางพันธกิจกว่า 30 แห่งทั่วเอเชีย รวมถึงโปรแกรมการฝึกงาน 1 ปี (internship program) ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสประสบการณ์จริงในทุ่งนาแห่งการรับใช้ข้ามวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับกระบวนการสร้างสาวกและกลุ่มชุมชนมิชชันนารี (Missional Community) เพื่อไม่ให้เหล่าผู้ตอบสนองการทรงเรียกต้องโดดเดี่ยวในการเดินทาง
บรรดาศิษยาภิบาล มิชชันนารี และผู้นำอาวุโสร่วมกันอธิษฐานเพื่อผู้นำรุ่นใหม่ที่ก้าวออกมาประมาณ 200-300 คน ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติพันธกิจข้ามวัฒนธรรมในระยะยาว (Christian Daily International)
งาน Arise Asia 2026 ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา โดยมีตัวแทนจาก 54 ประเทศ เข้าร่วม ศจ.ดร.เดวิด โร ได้กล่าวปิดท้ายด้วยความยินดีที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อภาระใจในการประกาศข่าวประเสริฐ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในคริสตจักรตะวันตก คริสตจักรจีน และคริสตจักรเกาหลี โดยย้ำว่า "เราทุกคนอยู่ในโครงการนี้ร่วมกัน"
การประชุมใหญ่ระดับเอเชียนี้จะจัดขึ้นในทุกๆ 3 ปี โดยระหว่างนั้นจะมีการขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมในระดับประเทศ ในการนำข่าวประเสริฐไปสู่คน 3 พันล้านคนที่ยังเข้าไม่ถึงต่อไปจนชั่วชีวิตด้วยความชื่นชมยินดี