เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้

ส.ค.บ. ออกหนังสือชี้แจง ย้ำหลักพระคัมภีร์ต่อวิกฤตอุทกภัย ไม่ควรกล่าวโทษผู้ประสบภัยว่าพระเจ้าลงโทษ

แบ๊บติสต์ฯ ชี้แจงหลักพระคัมภีร์ต่อวิกฤตอุทกภัย ไม่ควรกล่าวโทษผู้ประสบภัยว่าถูกพระเจ้าลงโทษ


เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2026 คณะกรรมการสหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย (ส.ค.บ.) ออกหนังสือชี้แจง เรื่อง "ท่าทีที่ถูกต้องต่อวิกฤตอุทกภัยและหลักคำสอนเรื่องการลงโทษของพระเจ้า" ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2026 โดยชี้แจงจุดยืนและหลักการตามพระคริสตธรรมคัมภีร์ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกัน ท่ามกลางการเผยแพร่ข้อมูลและความคิดเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ที่เชื่อมโยงวิกฤตอุทกภัยในปัจจุบันกับ "คำสาปแช่งของพระเจ้า" จากการต่อต้านหรือขับไล่ชาวยิว


เอกสารระบุว่า การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวอาจสร้างความทุกข์ใจแก่ผู้ประสบภัย และทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเชื่อคริสเตียน สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทยจึงออกคำชี้แจงในฐานะองค์กรที่ยึดมั่นในพระคริสตธรรมคัมภีร์ โดยเสนอหลักการสำคัญ 4 ประเด็น


ประเด็นแรก คือ การแยกแยะ "อคติทางเชื้อชาติ" ออกจาก "กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ"


สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ฯ ระบุว่า การเกลียดชังหรือสาปแช่งคนทั้งเชื้อชาติเป็นสิ่งผิดตามหลักพระคัมภีร์ คริสเตียนได้รับการสอนให้รักเพื่อนบ้านและรักแม้กระทั่งศัตรู ดังนั้นจึงไม่ควรเกลียดชังหรือหันต่อต้านผู้คนเพียงเพราะเป็นชาวยิว ชาวมุสลิม ชาวเอเชีย ชาวแอฟริกัน หรือมีเชื้อชาติใดก็ตาม


ขณะเดียวกัน เอกสารเสนอให้แยกประเด็นดังกล่าวออกจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ โดยระบุว่าภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม สามารถมีสาเหตุจากปัจจัยทางธรรมชาติ อาทิ ปริมาณฝนสะสม อิทธิพลของมรสุม และระบบระบายน้ำ พร้อมยกพระธรรมมัทธิว 5:45 ซึ่งกล่าวถึงการที่พระเจ้าทรงให้ดวงอาทิตย์ขึ้นและฝนตกเหนือทั้งคนชอบธรรมและคนอธรรม เพื่อชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติไม่ได้เป็นกลไกที่มุ่งลงโทษคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ


ประเด็นที่สอง คือ พระเยซูคริสต์ทรงปฏิเสธการเชื่อมโยงความทุกข์เข้ากับการลงโทษ


สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ฯ ยกเหตุการณ์หอคอยสิโลอัมในพระธรรมลูกา 13:4–5 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 18 คน โดยผู้คนในสมัยนั้นอาจตั้งคำถามถึงสาเหตุของความสูญเสีย แต่พระเยซูทรงถามว่าคนเหล่านั้นมีความผิดมากกว่าคนอื่นหรือไม่ และทรงตอบว่าไม่ใช่ พร้อมทรงใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นคำเตือนให้ผู้ฟังสำรวจชีวิตและกลับใจ ไม่ใช่เพื่อให้ตัดสินว่าผู้เสียชีวิตต้องประสบเหตุเพราะเป็นคนบาปมากกว่าผู้อื่น


เอกสารยังยกกรณีชายที่ตาบอดแต่กำเนิดในพระธรรมยอห์น 9:2–3 เมื่อเหล่าสาวกถามพระเยซูว่าความพิการของชายคนนี้เกิดจากบาปของเขาหรือบาปของบิดามารดา พระเยซูทรงปฏิเสธกรอบความคิดดังกล่าว และทรงชี้ให้เห็นถึงการสำแดงพระราชกิจของพระเจ้า


จากหลักการดังกล่าว สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ฯ ระบุว่า คริสเตียนไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าความทุกข์หรือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับบุคคลหรือกลุ่มคนเป็นผลโดยตรงจากการถูกพระเจ้าลงโทษ และไม่ควรเพิ่มความเจ็บปวดแก่ผู้ประสบภัยด้วยการกล่าวว่าพวกเขาถูกสาปแช่ง


ประเด็นที่สาม คือ หลักการที่ถูกต้องตามพระคริสตธรรมคัมภีร์


เอกสารเสนอให้แยกความเชื่อออกจากการเมืองระหว่างประเทศ โดยระบุว่าอิสราเอลในฐานะรัฐสมัยใหม่ดำเนินนโยบายด้านความมั่นคง การทหาร และเศรษฐกิจตามผลประโยชน์ของประเทศ ขณะที่การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐสามารถทำได้ตามหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ


สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ฯ ระบุว่า คริสเตียนไม่ควรใช้พระธรรมปฐมกาล 12:3 เป็นเครื่องมือในการปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดหรือข่มขู่ประชาชน โดยเห็นว่าการทำความเข้าใจเรื่องอิสราเอลในพระคัมภีร์ควรแยกออกจากการนำข้อความดังกล่าวไปใช้เพื่อสนับสนุนจุดยืนทางการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน


ในประเด็นเรื่องหมายสำคัญในวาระสุดท้าย เอกสารอ้างถึงพระธรรมมัทธิว 24:7–8 ซึ่งกล่าวถึงสงคราม การกันดารอาหาร แผ่นดินไหว และเหตุการณ์ต่างๆ ว่าเป็น "การเริ่มต้นแห่งความทุกข์ลำบาก" โดยชี้ว่า เหตุการณ์เหล่านี้ควรนำผู้เชื่อไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง ความรัก และความหวังในพระเจ้า มากกว่าความหวาดกลัวหรือความเกลียดชัง


นอกจากนี้ สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ฯ ยังแยกระหว่าง "การอัศจรรย์เฉพาะเจาะจง" กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติ โดยยกเหตุการณ์ภัยพิบัติในสมัยโมเสสเป็นตัวอย่างของเหตุการณ์ที่พระคัมภีร์บันทึกอย่างชัดเจนว่าเป็นพระราชกิจของพระเจ้า ดังนั้น บุคคลในปัจจุบันจึงไม่ควรกล่าวอ้างว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติเป็นการลงโทษของพระเจ้าต่อกลุ่มคนทางการเมือง โดยปราศจากการเปิดเผยจากพระเจ้าอย่างชัดเจน


ประเด็นที่สี่ คือ พันธกิจของคริสเตียนคือการสำแดงความรัก ความรับผิดชอบทางศีลธรรม และยืนเคียงข้างผู้ประสบภัย


สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ฯ ชี้ว่า ท่าทีของคริสเตียนต่อผู้ประสบภัยควรตั้งอยู่บนคำสอนเรื่องการรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองตามพระธรรมมาระโก 12:31 และการ "ร้องไห้กับคนที่ร้องไห้" ตามโรม 12:15 โดยไม่ใช้ความทุกข์ของผู้คนเป็นโอกาสในการยัดเยียดความเชื่อหรือความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งขัดกับหลักความเมตตาของคริสเตียน


สำหรับการตอบสนองต่อวิกฤตอุทกภัย เอกสารระบุถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านการระดมทรัพยากร การอธิษฐาน การบริจาคสิ่งของที่จำเป็น และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือจุดยืนทางการเมือง รวมถึงการฟื้นฟูด้านจิตใจและจิตวิญญาณ และการประสานงานกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานต่างๆ เพื่อฟื้นฟูชุมชนอย่างโปร่งใสและยั่งยืน


ในตอนท้าย สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทยแสดงความห่วงใยและให้กำลังใจผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่กู้ภัย และอาสาสมัคร พร้อมอธิษฐานขอพระเจ้าทรงปกป้องและประทานสันติสุข และยืนยันจุดยืนที่จะยืนเคียงข้างประชาชนไทยท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัย


คำชี้แจงฉบับนี้จึงนำเสนอหลักการว่า ท่าทีของคริสเตียนต่อภัยพิบัติไม่ควรเริ่มต้นจากการกล่าวโทษผู้ประสบภัยหรือพยายามระบุว่ากลุ่มใดเป็นผู้ถูกพระเจ้าลงโทษ แต่ควรพิจารณาความทุกข์ผ่านหลักคำสอนของพระเยซูคริสต์ พร้อมสำแดงความรัก ความเมตตา และการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญความเดือดร้อน






ที่มา: สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย







________________________________________

ติดตาม CGN Thai News ข่าวสารสำหรับคริสเตียนไทย ได้ทาง Facebook