เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้
รายการ Share The Love Forward จัดรายการพิเศษเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2026 เพื่ออัปเดตสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทย พร้อมรายงานจากผู้นำคริสตจักรและผู้รับใช้ในพื้นที่ต่างๆ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น การช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนแนวทางที่คริสเตียนและคริสตจักรสามารถร่วมกันดูแลสังคมในช่วงวิกฤต
รายการดำเนินโดย อ.นิยม ชาญศิริเมธา หัวหน้าฝ่ายสื่อและมีเดีย คณะกรรมการเพื่อการประกาศและเพิ่มพูนคริสตจักร (กปพ.) โดยมี ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ วิทยากรพิเศษประจำรายการ ร่วมให้มุมมองและสรุปแนวทางการช่วยเหลือ ขณะที่ผู้รับใช้จากหลายพื้นที่ได้รายงานสถานการณ์และความต้องการจากพื้นที่จริง
กรุงเทพฯ และปริมณฑลได้รับผลกระทบหลายพื้นที่
ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีรายงานสถานการณ์จากหลายจุด โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออกและย่านบางกะปิ คลองจั่น เสรีไทย รวมถึงพัฒนาการ
อ.เอลิกา พลอยอัมพร (อ.บลู) และ อ.ธัญร์นากร จันทร์อ่อน (อ.ตี๋) ศิษยาภิบาลคริสตจักร Kingdom of God รายงานการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในย่านบางกะปิ คลองจั่น และเสรีไทย โดยมีการลุยน้ำเข้าไปนำอาหารและสิ่งของจำเป็นไปช่วยชาวบ้านริมคลองและผู้สูงอายุ
อ.เอลิกา เล่าถึงการลงพื้นที่ว่า "ถ้าเราไม่ออกไปช่วยหรือไม่ออกไปลุยน้ำ ก็คิดว่ามีหลายชีวิตที่อยู่ยาก... มันเป็นความเป็นความตายแล้วมันมาเร็วมาก เราลุยน้ำระดับเอวเข้าแม็คโคร ต่อแถวจ่ายตังค์ 3 ชั่วโมงเพื่อหาซื้อของ เพราะเรารู้ว่าพระเจ้าเตรียมเราให้ช่วยคนอื่น"
ด้าน อ.อรรถสิทธิ์ ชำนาญเอื้อ (อ.โอม) ศิษยาภิบาลคริสตจักรกระแสพรพระราม 5 และประธาน กปจ.นนทบุรี รายงานสถานการณ์ในจังหวัดนนทบุรีว่า พื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอปากเกร็ด รวมถึงเมืองทองธานี ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขณะเดียวกันยังมีความสูญเสียเกิดขึ้นในกลุ่มผู้รับใช้ในพื้นที่
อ.อรรถสิทธิ์ กล่าวถึงความต้องการที่จะเกิดขึ้นหลังสถานการณ์น้ำลดว่า "สภาวะการขาดแคลนอาหารจะมีอยู่ 1-2 วันนี้ แต่หลังจากนี้จะเป็นช่วงฤดูกาลของการล้างโบสถ์ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงและน้ำยาทำความสะอาด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการฟื้นฟูคริสตจักร"
ในพื้นที่ลำลูกกาและโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ศจ.นพดล วุฒิวงศ์ ผู้ประสานงานภาค 6 สภาคริสตจักรในประเทศไทย พร้อมด้วย ศจ.พงษ์ศักดิ์ สินธุมัด รองประธานสภาคริสตจักรในประเทศไทย ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้รับใช้และคริสตจักรที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้รถยนต์ยกสูงเพื่อเข้าถึงพื้นที่
ศจ.นพดล กล่าวว่า "เป้าหมายวันนี้คือเรามาเยี่ยมผู้รับใช้ที่กำลังเจอวิกฤตน้ำท่วมก่อน เพื่อดูรายละเอียดความเสียหายและความต้องการ เพื่อให้ผู้รับใช้มีกำลังใจและออกไปช่วยเหลือคนอื่นต่อไปได้"
ขณะที่ ศจ.ดร.กิตติศักดิ์ ลีจา ศิษยาภิบาลคริสตจักรเมืองทองพัฒนาการ รายงานความเสียหายของอาคารคริสตจักรในย่านพัฒนาการ โดยชั้น 1 ของอาคารได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในระดับประมาณ 40–80 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังมีความเสียหายจากแรงคลื่นของรถขนาดใหญ่ รวมถึงประตูที่ได้รับความเสียหายและเริ่มเกิดเชื้อรา
ศจ.ดร.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า "ความช่วยเหลือจากทางการไม่ค่อยมี ยังไม่มีใครเข้ามา เราต้องช่วยเหลือดูแลกันเองในระดับหนึ่ง สิ่งที่ต้องการมากคือเรื่องการฟื้นฟูหลังน้ำลด การซ่อมแซมและการทำความสะอาด"
ภาคตะวันออกยังมีพื้นที่ได้รับผลกระทบหนัก
ในจังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี อ.วุฒิ วงศ์สรรเสริญ ศิษยาภิบาลคริสตจักรเขาหินซ้อนแบ๊บติสต์ รายงานสถานการณ์ในพื้นที่กบินทร์บุรีและพื้นที่ใกล้เคียงว่า บ้านเรือนบางแห่งได้รับผลกระทบจนมีน้ำท่วมสูงถึงระดับหลังคา ทำให้ต้องนำเด็กและประชาชนบางส่วนเข้ามาพักอาศัยชั่วคราวที่คริสตจักร
อ.วุฒิ กล่าวว่า "กบินทร์บุรี ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา หนักมาก บ้านที่ไปรับมามิดหลังคาเลย ปัญหาตอนนี้คือระบบประปาปิดทั้งหมด ไม่มีน้ำประปาใช้ ต้องจัดหาและซื้อน้ำเข้ามาดูแลเด็กๆ และชาวบ้าน"
จังหวัดระยอง ศจ.อภิชาติ กาลวันตวานิช จากคริสตจักรเอกภาพระยอง รายงานว่า เส้นทางเข้าสู่จังหวัดหลายจุดได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ตามปกติ
ในสถานการณ์ดังกล่าว คริสตจักรในพื้นที่ได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนนำรถยนต์เข้ามาจอดเพื่อหนีน้ำ โดยพื้นที่ของคริสตจักรเต็มไปด้วยรถของชาวบ้านที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ
ศจ.อภิชาติ กล่าวว่า "ชาวบ้านเลี้ยวซ้ายก็ไม่ได้ เลี้ยวขวาก็ไม่ได้ จึงมาขอเปิดโบสถ์จอดรถ ตอนนี้ในโบสถ์เต็มไปด้วยรถของชาวบ้าน รัฐบาลบอกไม่ต้องตกใจ ทำให้ไม่มีใครเตรียมตัว แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ฝนเริ่มซาและน้ำระยองเป็นน้ำไหลหลาก"
ภาคอีสานเตรียมรองรับและช่วยเหลือพื้นที่อื่น
ในจังหวัดนครราชสีมา ศจ.สุริยงค์ สุทธิโยชน์ ประธาน กปจ.นครราชสีมา รายงานว่า อำเภอปากช่องเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยมีน้ำท่วมถึงบริเวณชั้น 1 ของอาคารในบางพื้นที่
อย่างไรก็ตาม พื้นที่เขตเมืองนครราชสีมายังสามารถรองรับสถานการณ์ได้ และมีศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่สนับสนุนการช่วยเหลือพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ
รายงานจากแต่ละพื้นที่สะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมมีลักษณะแตกต่างกันไป ทั้งปัญหาการเดินทาง การขาดแคลนน้ำและอาหาร ความเสียหายต่ออาคารคริสตจักรและบ้านเรือน ตลอดจนความจำเป็นในการช่วยเหลือผู้สูงอายุ เด็ก และประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นได้ด้วยตนเอง
คริสตจักรเร่งช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่
นอกจากการรายงานสถานการณ์แล้ว รายการ Share The Love Forward ยังสะท้อนการทำงานของคริสตจักรและผู้รับใช้ในหลายพื้นที่ที่ออกไปช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม
ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์ กล่าวถึงการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยย้ำว่าการช่วยเหลือสังคมเป็นสิ่งที่คริสเตียนสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวว่า "คริสเตียนเราได้ทำดีอย่างที่เป็นอาจิณอยู่แล้วเป็นปกติ เราเป็น DNA ของคริสเตียนในการช่วยเหลือพี่น้องที่เดือดร้อน"
การทำงานในพื้นที่จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการแจกจ่ายอาหาร แต่รวมถึงการเปิดพื้นที่คริสตจักรเพื่อรองรับประชาชน การเยี่ยมเยียนผู้รับใช้ที่ได้รับผลกระทบ และการประสานทรัพยากรเพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อน
จากการช่วยเหลือเฉพาะหน้า สู่การฟื้นฟูหลังน้ำลด
ผู้ร่วมรายการยังชี้ให้เห็นว่า ความต้องการของผู้ประสบภัยจะไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อน้ำลด แต่จะเข้าสู่ระยะของการฟื้นฟูบ้านเรือน อาคาร และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
อ.อรรถสิทธิ์ ชำนาญเอื้อ กล่าวถึงสถานการณ์ในนนทบุรีว่า "สภาวะการขาดแคลนอาหารจะมีอยู่ 1-2 วันนี้ แต่หลังจากนี้จะเป็นช่วงฤดูกาลของการล้างโบสถ์ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงและน้ำยาทำความสะอาด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการฟื้นฟูคริสตจักร"
ขณะที่ ศจ.ดร.กิตติศักดิ์ ลีจา กล่าวว่า "ความช่วยเหลือจากทางการไม่ค่อยมี ยังไม่มีใครเข้ามา เราต้องช่วยเหลือดูแลกันเองในระดับหนึ่ง สิ่งที่ต้องการมากคือเรื่องการฟื้นฟูหลังน้ำลด การซ่อมแซมและการทำความสะอาด"
ศจ.ธงชัย เสนอให้คริสตจักรเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นฟูในระยะต่อไป โดยเฉพาะการจัดทำฐานข้อมูลช่างในด้านต่างๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา และงานก่อสร้าง รวมถึงการรวบรวมแหล่งวัสดุและทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว
บทเรียนเรื่องการเตรียมพร้อมและการสื่อสาร
ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงในรายการคือการเตรียมพร้อมและการสื่อสารในภาวะวิกฤต
ศจ.ออมศิลป์ เปสลสกุล คณะกรรมการอำนวยการสหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย (สคท.) และศิษยาภิบาลคริสตจักรแห่งพันธสัญญากรุงเทพ ซึ่งระบุว่าตนเองก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้สะท้อนความเห็นต่อการสื่อสารและการประสานงานในสถานการณ์ดังกล่าว โดยกล่าวว่า "การทำงานของรัฐบาลประสานงานกันแบบแยกส่วน และการสื่อสารสับสน เช่น บอกว่า 2-3 วันนี้จะมีฝนตกหนัก แต่พี่น้องไม่ต้องกังวลเพราะไม่หนักเท่าปี 54 ทำให้คนสับสนและวางแผนไม่ถูก ไม่ได้เตรียมตัว พอบอกไม่ต้องกังวลคนก็เลยโดนกันหมด"
ศจ.ออมศิลป์ ยังกล่าวถึงบทบาทของคริสตจักรในสถานการณ์ดังกล่าวว่า "พระเอกจริงๆ ในสถานการณ์นี้คือคริสตจักรและศิษยาภิบาลในพื้นที่ที่ออกไปลุยช่วยสมาชิกและชุมชน เพราะการช่วยเหลือของภาครัฐเข้าถึงช้าและไม่มีอุปกรณ์เพียงพอ"
ด้าน ดร.กนก ลีฬหเกรียงไกร กล่าวถึงการสื่อสารในภาวะวิกฤตว่า "เวลาวิกฤต จะมาพูดภาษาหนังสือราชการ หรือภาษาวิชาการ ประชาชนฟังไม่รู้เรื่อง การสื่อสารในภาวะวิกฤตต้องระมัดระวัง"
ดร.กนก ยังกล่าวถึงการทำงานของคริสตจักรว่า "คริสตจักรของเราแข็งแรงและเก่งมากที่เราลุยเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนทันทีโดยไม่รอระบบที่ล่าช้า"
ไม่ตีความภัยพิบัติด้วยความกลัว แต่ใช้โอกาสนี้รับใช้เพื่อนบ้าน
ในอีกประเด็นหนึ่ง ดร.กนก เตือนถึงการตีความภัยธรรมชาติในมุมมองความเชื่อ โดยกล่าวว่า "ต้องระวังภาวะ Escatomania หรือการบ้าคลั่งยุคสุดท้าย ที่เห็นอะไรก็โยนเป็นเรื่องวันสิ้นโลกหรือมองว่าพระเจ้าลงโทษ ประเทศไทยถูกแช่งสาป"
พร้อมเสนอว่า "เราควรมองว่าภัยธรรมชาติเป็นคำเตือนใจให้เราตระหนักถึงจริยธรรม และใช้โอกาสนี้ลงมือช่วยเหลือกันในเวลาที่มืดที่สุด"
ขณะที่ ศจ.ดร.วีระเดช จิตศักดานนท์ ประธานคณะกรรมการเพื่อการประกาศและเพิ่มพูนคริสตจักร (กปพ.) กล่าวถึงหัวใจของการรับใช้สังคมว่า "ถ้าเราบอกว่ารักเมืองไทยจริงๆ เราต้องรักเพื่อนบ้านของเราด้วย ไม่ใช่รักแค่คริสเตียนด้วยกัน"
ศจ.ดร.วีระเดช กล่าวต่อว่า "งานนี้ถ้าเรามีระบบและมีหัวใจ ทุกอย่างก็แก้ได้ เป็นเวลาสำคัญที่เราจะปลูกจิตสำนึกรับใช้สังคม"
จาก Reactive สู่ Proactive
ช่วงท้ายรายการ ศจ.ธงชัย กล่าวถึงบทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมและเสนอให้คริสตจักรเปลี่ยนแนวทางจากการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุแล้ว ไปสู่การเตรียมพร้อมล่วงหน้า
"ต่อไปนี้ขอเตือนไว้เลยว่า ถ้าภาครัฐบอกว่า 'เอาอยู่' หรือ 'ไม่หนัก' ให้ทำตรงกันข้ามเลย ขอให้คริสเตียนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เราต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบ Reactive มาเป็น Proactive" ศจ.ธงชัยกล่าว
เขายังเสนอแนวทางให้คริสตจักรเตรียมโครงการที่สามารถช่วยเหลือชุมชนได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤต เช่น "จัดรถรับส่งประชาชนในซอยฟรี ซึ่งเป็นการแสดงความรักและเป็นคำพยานที่ยิ่งใหญ่"
สำหรับ ศจ.ธงชัย การเตรียมพร้อมดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนจากการทำงานแบบ Reactive ไปสู่ Proactive เพื่อให้คริสตจักรสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้รวดเร็วขึ้น และใช้โอกาสในช่วงวิกฤตแสดงออกถึงความรักต่อผู้คนในชุมชน
รายการ Share The Love Forward ปิดท้ายด้วยการร่วมอธิษฐานเพื่อสถานการณ์น้ำท่วม ผู้ประสบภัย ผู้รับใช้และคริสตจักรในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือและการฟื้นฟูที่จะเกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย
ชมรายการย้อนหลังได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Share The Love Forward