เว็บไซต์มีการใช้งานคุกกี้ (Cookies) เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเว็บไซต์ ท่านสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและการตั้งค่าคุกกี้ได้ที่ นโยบายการใช้คุกกี้

ARTICLE & QUOTE
บทความ และ ภาพหนุนใจ
แค่เชื่อก็รอดแล้ว
25 เมษายน 2568

ในโลกที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมและความพยายามของมนุษย์ในการที่จะไปถึงแผ่นดินสวรรค์หลังจากต้องจากโลกนี้ไป หลายคนอาจเชื่อว่าความรอดต้องได้มาด้วยการทำคุณงามความดีต่างๆ หรือการทำบุญทำกุศลในรูปแบบของการให้ทานหรือการปฏิบัติธรรม แต่พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนเราว่าความรอดหรือการหลุดพ้นโทษทัณฑ์ของความบาปผิดนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา แต่ขึ้นอยู่กับพระเมตตาและพระคุณ (หรือการอภัยโทษบาป) จากพระเจ้า ซึ่งเราสามารถรับความรอดนี้ผ่านทาง “ความเชื่อ”    (หรือความศรัทธา) ที่เรามีในพระเยซูคริสต์เพียงเท่านั้น (“ความรอด” ในที่นี้หมายถึง การรอดพ้นจากการทนทุกข์ทรมานในบึงไฟนรกอันเนื่องมาจากโทษทัณฑ์ของการทำผิดทำบาปที่ตนได้กระทำบนโลกนี้)

.

คริสเตียนเราเชื่อในเรื่องการทำความดี คริสเตียนส่งเสริมทุกคนในสังคม (ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือไม่) ให้กระทำความดีต่อกันและกันให้มากที่สุด (กาลาเทีย 6:10) อย่างไรก็ตาม เหตุผลเบื้องหลังหรือแรงจูงใจในการทำความดีของเรานั้นไม่ใช่เรื่องของการใช้ความดีเป็นเครื่องมือช่วยให้ตนหลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ของความผิดบาป แต่เป็นการทำดีเพื่อตอบสนองต่อการหลุดพ้นจากความผิดบาปที่พระเจ้าประทานให้แก่เราแล้ว ความรอดของเราจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนการทำความดี

.

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในพระคัมภีร์คือเรื่องของโจรที่ถูกตรึงกางเขนข้างพระเยซู (ลูกา 23:39-43) ชายผู้นี้เป็นอาชญากรที่สมควรถูกลงโทษตามกฎหมาย ทว่าในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เขากลับใจและประกาศความเชื่อที่เขามีในพระเยซู โดยกล่าวว่า “พระเยซู ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในแผ่นดินของพระองค์” พระเยซูทรงตอบเขาว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า วันนี้ท่านจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า การได้รับความรอดไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของเขาเลย แต่เป็นเพราะความเชื่อในการเป็นพระผู้ช่วยของพระเยซูคริสต์เท่านั้น (อนึ่ง ถ้าโจรบนกางเขนมีโอกาสดำเนินชีวิตต่อไป พระเจ้าก็ทรงมีพระประสงค์ให้เขากระทำความดีเพื่อตอบสนองต่อพระคุณที่เขาได้รับจากพระองค์เหมือนที่ผู้เชื่อคนอื่นๆ กระทำเช่นกัน)

พระธรรมเอเฟซัส 2:8-9 กล่าวอีกว่า "เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณโดยทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ใช่มาจากตัวท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากการกระทำ เพื่อไม่ให้ใครอวดได้" นั่นหมายความว่า ไม่มีใครสามารถทำดีมากหรือสมบูรณ์แบบเพียงพอที่จะได้รับความรอด (และไม่มีใครที่ชั่วร้ายเกินไปจนไม่สามารถได้รับความรอดได้) หากเขากลับใจจากวิถีชีวิตแห่งความบาปผิดและเชื่อถือในพระเยซูคริสต์เขาก็ได้รับความรอดพ้น (อย่างไรก็ตาม จากข้อความต่อจากพระธรรมตอนนี้เราก็พบว่าพระเจ้าประทานความรอดเพื่อให้เราได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แห่งการทำความดี ไม่ใช่รอดเพื่อจะอยู่ในวิถีชีวิตแห่งความบาปผิดคิดร้ายต่อไป)

อีกตัวอย่างหนึ่งคืออับราฮัม ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบุคคลแห่งความเชื่อ พระคัมภีร์กล่าวว่า "อับราฮัมเชื่อฟังพระเจ้า และพระองค์ทรงถือเอาความเชื่อนั้นเป็นความชอบธรรมแก่เขา" (ปฐมกาล 15:6) ไม่ใช่เพราะอับราฮัมทำความดีมากกว่าคนอื่น แต่เป็นเพราะเขามีความเชื่อมั่นในพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม

.

อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าการรอดพ้นเกิดขึ้นจากความเชื่อในพระเจ้านั้นมิได้หมายความว่ามนุษย์จะทำตัวอย่างไรก็ได้เพราะอย่างไรก็รอดแล้ว เพราะพระเจ้ายังทรงปรารถนาที่จะเห็นมนุษย์ทำความดีต่อไปและพระองค์จะทรงประทานบำเหน็จรางวัลแก่ผู้เชื่อที่ทำความดีด้วย เพียงแต่เราต้องเข้าใจลำดับขั้นให้ถูกต้องก่อนว่า เราไม่ได้ทำความดี “เพื่อจะ” ได้รับความรอด แต่เราทำความดี “เพราะว่า” เราได้รับความรอดแล้ว


ไม่มีเด็กคนไหนทำดีเพื่อจะเป็นลูกของพ่อแม่ของเขา แต่เพราะว่าเขาเป็นลูกของพ่อแม่ของเขาอยู่แล้วเขาจึงต้องการทำความดีเพื่อให้พ่อแม่ของเขาชื่นใจและได้รับเกียรติจากความดีที่เขากระทำนั้น (มัทธิว 5:16)

พระธรรมยอห์น 1:12 กล่าวว่าผู้ใดก็ตามที่เชื่อถือในองค์พระเยซูคริสต์ พระเจ้าก็จะประทานสิทธิให้เขาเป็นลูกของพระองค์ เราทำดีเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัยและได้รับเกียรติจากการทำดีของเราในฐานะลูกของพระองค์

เราไม่ได้ทำดีเพื่อจะ “สอบผ่าน” เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ ไม่มีเด็กคนไหนต้องทำข้อสอบเพื่อจะเป็นลูกของคนในครอบครัวของเขา แต่เขาเป็นลูกในครอบครัวเพราะเขา “เกิด” ในครอบครัวนั้น หลังจากนั้นเขาจึงทำความดีเพื่อเห็นแก่เกียรติ

และความชื่นใจของครอบครัวของตน การเป็นลูกที่ “บังเกิดใหม่” ในครอบครัวของพระเจ้าก็เช่นกัน

.

ถึงแม้เราจะรอดด้วยพระคุณพระเมตตาของพระเจ้าผ่านทางความเชื่อของเรา แต่พระธรรมยากอบก็ยืนยันไว้อีกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่คนที่ได้รับความรอดแล้วจะไม่อยากทำความดี เพราะความรอดกับการทำความดีนั้นเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ เพราะธรรมชาติใหม่ของคนที่ได้รับความรอดคือความปรารถนาที่จะทำความดี (ยากอบ 2:26) ดังนั้นใครก็ตามที่คิดว่าตนเองมาเชื่อพระเยซูคริสต์ แต่กลับไม่ปรารถนาที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงใดๆ คืออยากอยู่กับวิถีชีวิตเดิมๆ หรือมีความสุขอยู่กับความผิดบาปเดิมๆ ก็เป็นที่สังเกตว่าเขาอาจจะไม่ได้เชื่อถือในพระเจ้าอย่างแท้จริง หรือเขาก็เพียงแค่คิดไปเองว่าตนเองเชื่อพระเจ้าอยู่ แต่ในความเป็นจริงยังไม่เชื่อถือในพระองค์เลย เพราะคนที่เชื่อถือในพระองค์อย่างแท้จริงจะเริ่มลักษณะเหมือนพระองค์มากขึ้นเรื่อยๆ เหมือนที่เด็กทารกที่เริ่มมีลักษณะเหมือนพ่อแม่มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเติบโตขึ้น และพระลักษณะสำคัญของพระเจ้าคือการทำสิ่งที่ดี

.

ดังนั้นประโยคที่ว่า “แค่เชื่อก็รอดแล้ว” นั้นจึงมีทั้งความจริงและข้อควรระวังแฝงอยู่ในประโยคนี้ ความจริงก็คือพระคุณพระเมตตาของพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่มากพอที่จะอภัยโทษบาปผิดใดๆ ที่เราเคยก่อขึ้นมา และพระองค์พร้อมที่จะให้ชีวิตใหม่แก่เราเพื่อเริ่มต้นสิ่งดีๆ ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่บนโลกนี้ และสิ่งที่ควรระวังก็คือการคิดว่าตนเองไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร แค่เชื่อพระเจ้าก็รอดแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตใดๆ ความคิดหรือความรู้สึกเช่นนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อที่คนๆ นั้นอ้างถึง “ไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริง” และถ้าไม่ใช่ความเชื่อที่แท้จริง เขาก็ยังไม่ได้รับความรอดที่แท้จริงเช่นกัน เพราะความรอดที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในชีวิตของผู้ที่มีความปรารถนาจะเชื่อในพระเจ้าเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในพระองค์เท่านั้น